This page has been translated from English

วิทยาศาสตร์ไม่อนุญาตให้สำหรับอภินิหารและปาฏิหาริย์?

ภาคผนวก A -- วิทยาศาสตร์ไม่อนุญาตให้สำหรับอภินิหารและปาฏิหาริย์?

บางคนคิดว่าปาฏิหาริย์เป็นไปไม่ได้และการใช้วิทยาศาสตร์เป็นเหตุผลสำหรับการเรียกร้องนี้ ปาฏิหาริย์อาจจะปาฏิหาริย์จากพระเจ้าหรือทำงานผ่านทางทูตสวรรค์ที่บริสุทธิ์ หรือมหัศจรรย์ที่สามารถมาในรูปแบบของสัญญาณเท็จปาฏิหาริย์และมหัศจรรย์จาก Fallen Angels

เป้าหมายของการดังต่อไปนี้คือการแสดงความสามารถในการอัศจรรย์ของพระเจ้าทูตสวรรค์บริสุทธิ์และลดลงที่ได้รับอนุญาตโดยวิทยาศาสตร์โดยใช้คำศัพท์ทางฟิสิกส์ที่ทันสมัย​​และทฤษฎี นี้เป็นทางที่ถูกเกี่ยวกับการที่จะอธิบายถึงวิธีที่พวกเขาอาจจะทำสิ่งดังกล่าวจากมุมมองของฟิสิกส์สมัยใหม่
จุดหลักของการทำเช่นนี้คือการแสดงให้เห็นว่าวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ไม่ได้ห้ามการดำรงอยู่ของสิ่งมหัศจรรย์ที่ ผมเชื่อว่าวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จริงอย่างสมบูรณ์ช่วยให้การอย่างใดอย่างหนึ่งพระเจ้าหรือทูตสวรรค์ของชนิดอย่างใดอย่างหนึ่งในการทำงานปาฏิหาริย์โดยไม่ละเมิดกฎหมายของวิทยาศาสตร์และการมีอยู่ของเทวดาและความสามารถในการอธิบาย Biblically ของพวกเขา วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องจะทุกทฤษฎีเพียงทฤษฎีฆราวาสส่วนใหญ่และฉันไม่เรียกร้องใด ๆ ของมันถูกต้อง แต่มากของมันเป็นที่ยอมรับเช่นกันโดยบางคน

วิธีการอัศจรรย์ไม่ขัดแย้งกับทฤษฎีวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

ทั้งหมดของประเภทของวิชั่นส์ดีงามจะเรียกว่าเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ มีคำบางคำในพระคัมภีร์ในการอธิบายกิจกรรม"ธรรมชาติ"ของพระเจ้า, พระเทพ, และ Fallen Angels

ภาษากรีก -- สัญญาณ"semeion"(4592), มหัศจรรย์"Teras"(5059), และปาฏิหาริย์"dynamis"(1411) เหล่านี้เดียวกัน 3 คำที่ใช้ทั้งหมดในบริบทของ :

1 พระเจ้า -- อำนาจของพระเจ้าในสัญญาณมหัศจรรย์และปาฏิหาริย์ที่พระเจ้า, พระเยซูคริสต์และพระวิญญาณบริสุทธิ์ผ่านของขวัญของอัศจรรย์ที่เห็นได้ตลอดทั้งพระคัมภีร์

2 ศักดิ์สิทธิ์แองเจิล -- ศักดิ์สิทธิ์เทวดา (2:22 5:12 กิจการ, 2 เปโตร 2:11, ฮีบรู 2:4)

3 Fallen Angels, ของมังกรและสัตว์และ"3 วิญญาณชั่วร้ายเช่นกบ" (Matt 24:24, 2 Thess 02:09, Rev 13:02, 14, 16:14)

จากพระคัมภีร์เป็นที่ชัดเจนว่าพระเจ้าในสามคนของเขาเทวดาศักดิ์สิทธิ์และเทวดาลดลงนอกจากนี้ยังมีทั้งหมดสามารถปฏิบัติสัญญาณมหัศจรรย์และปาฏิหาริย์ วิธีการในฟิสิกส์คำศัพท์พระเจ้าอาจจะทำงานสัญญาณมหัศจรรย์และปาฏิหาริย์?

Gen 01:01 ในการเริ่มต้นพระเจ้าทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน

เอเฟซัส 3:18 อาจจะสามารถที่จะเข้าใจกับธรรมิกชนในทุกสิ่งที่ [เป็น] ความกว้างและความยาวและความลึกและความสูง

Rev 01:08 น. อัลฟาและโอเมก้า, จุดเริ่มต้นและสิ้นสุดที่พระเจ้าตรัสซึ่งเป็นและที่ถูกและที่ต่อมาคือผู้ทรงอำนาจ

ตามที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่เราอาศัยอยู่ในจักรวาลมิติ 4 observably ของจักรวาลนั้นเป็นที่ทำมาจากพื้นที่ (3) + และขนาด (1) เวลาซึ่งเท่ากับ Spacetime ที่เราจะเห็น พระเจ้าทรงสร้างทั้งหมด 3 มิติของพื้นที่ที่เราเห็น (ความยาว, กว้างและความสูง) เมื่อพระเจ้า"สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน" (เอเฟซัส 3:18 อ้างอิงไปยัง"ความลึก"ซึ่งเปรียบเทียบมากขึ้นขนาดหรือขอบเขตหรือขอบเขตของสิ่งที่เต็มรูปแบบ.) พระเจ้าทรงสร้างมิติของเวลา"ในการเริ่มต้น"ซึ่งการทำเครื่องหมายการสร้างของเวลาที่ตัวเองมีมิติของเวลา เรารู้ว่ามัน พระเจ้าทรงเป็นนิรันดร์และมีการทำเวลาตัวเองเป็นพระเจ้านอกเวลาและถูกที่นี่ก่อนเวลาที่ถูกสร้างขึ้น พระเจ้าทรงมีอำนาจสมบูรณ์และควบคุมมิติของเวลา พระเจ้ายังทำสามมิติของพื้นที่ที่เราสามารถมองเห็นและยังเป็นที่ด้านนอกของพวกเขา ดังนั้นพระเจ้าทรงทำทุกอย่างและเป็นที่ด้านนอกของจักรวาลทั้งหมดที่มีการสร้างขึ้นมาได้

ข้างต้นที่ผมใช้"มิติ"ระยะเวลามันเป็นที่กล่าวถึงในทางวิทยาศาสตร์ อ้างวิกิพีเดีย
"ในแง่ของกายภาพ, มิติหมายถึงโครงสร้างที่เป็นส่วนประกอบของพื้นที่ทั้งหมด (เทียบปริมาณ) และตำแหน่งในเวลา (รับรู้เป็นมิติที่สเกลาพร้อม t - แกน) ของตนเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญเชิงพื้นที่ของวัตถุที่อยู่ภายในโครงสร้างที่มี ความสัมพันธ์กับอนุภาคทั้งสองและแนวความคิดด้านการโต้ตอบไปตามคุณสมบัติที่สัมพันธ์กันของมวลและที่มีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ในการอธิบาย แกนเหล่านี้หรืออื่น ๆ อาจจะอ้างอิงถึงการระบุตัวตนจุดหรือโครงสร้างในทัศนคติและความสัมพันธ์กับวัตถุอื่น ๆ และกิจกรรมต่างๆ ทฤษฎีทางกายภาพที่รวมเวลาเช่นความสัมพันธ์ทั่วไปที่มีการกล่าวถึงการทำงานใน 4 มิติ"พื้นที่เวลา", (ตามที่กำหนดเป็นพื้นที่คอฟสกี) ทฤษฎีสมัยใหม่มีแนวโน้มที่จะ"สูงมิติ"รวมทั้งสนามควอนตัมและทฤษฎีสตริง รัฐที่มีพื้นที่ของกลศาสตร์ควอนตัเป็นพื้นที่ฟังก์ชั่นอนันต์มิติ"--. Dimension, วิกิพีเดีย

การใช้"มิติ"ระยะนี้ไม่ควรจะสับสนกับแนวคิดนิยายวิทยาศาสตร์ของ"จักรวาลคู่ขนาน" อีกครั้งเพื่ออ้างวิกิพีเดียที่"ขนาด"ระยะยาว,
"ข้อความที่นิยายวิทยาศาสตร์มักจะกล่าวถึงแนวคิดของมิติเมื่อมันหมายถึงจักรวาลคู่ขนานจักรวาลอื่นหรือระนาบอื่น ๆ ของการดำรงอยู่ การใช้งานนี้ได้มาจากความคิดที่ว่าจะเดินทางไปยังจักรวาลคู่ขนาน / อื่น ๆ / ระนาบของการดำรงอยู่อย่างใดอย่างหนึ่งต้องเดินทางไปในทิศทางที่ / มิติที่นอกเหนือมาตรฐานที่ ในผลกระทบที่จักรวาลอื่น ๆ / เครื่องบินเป็นเพียงระยะทางห่างจากขนาดเล็กของเราเอง แต่ระยะทางที่อยู่ในสี่ (หรือสูงกว่า) มิติเชิงพื้นที่ (หรือไม่เชิงพื้นที่), ไม่ได้คนมาตรฐาน."

"จักรวาลคู่ขนาน"แนวคิดในนิยายวิทยาศาสตร์จริงมากแตกต่างจากการใช้"มิติ"ระยะเวลาในทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นคุณสามารถเห็นข้างต้น ในทางทฤษฎีเป็น"จักรวาลคู่ขนาน"ก็จะมี 3 มิติเชิงพื้นที่ (ความยาว, ความกว้างความสูง) และมิติเวลา ซึ่งหมายความว่าเป็น"จักรวาลคู่ขนาน"ในทฤษฎีที่จริงมี 4 มิติของตัวเอง นอกจากนี้สมมติฐานที่ว่ามีมิติที่ 5 ให้กับจักรวาลของเราที่จะใช้ในการอนุญาตให้เดินทางไปยังโลกคู่ขนานที่มีขนาดของตัวเอง 4
มันจะไม่ถูกต้องที่จะพูด"จักรวาลคู่ขนาน"ใช้ 4 มิติเดียวกันว่าจักรวาลของเราได้เพราะโดยความหมายว่า"จักรวาล"คือทุกอย่างที่เป็น ดังนั้นเป็น"จักรวาลคู่ขนาน"จะต้องมีการสร้างตัวเองของขนาดที่กำหนดความเป็นจริงและโครงสร้างของจักรวาลวิทยาและไม่เพียง แต่ยืมใช้ประโยชน์จากขนาดของการสืบทอดในจักรวาลของเราเอง นี้เป็นหลักสูตรทฤษฎีสมมติที่มาจากนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีอะไรจะทำอย่างไรกับวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง และฉันต้องการที่จะชี้แจงนี้เป็นคำสั่งที่วิทยาศาสตร์ได้ทฤษฎีที่ตรงกับ"มิติอื่น ๆ "ใด ๆ ที่ไม่ได้อะไรจะทำอย่างไรกับแนวคิดนิยายวิทยาศาสตร์ของ"จักรวาลคู่ขนาน" หากวิทยาศาสตร์ได้พบหลักฐานของการสังเกตของ"มิติที่ 5"โดยธรรมชาติในจักรวาลของเราบางส่วนนี้มีอะไรจะทำด้วย"จักรวาลคู่ขนาน" "มิติ"ระยะคือระยะทางวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกและได้รับการยืมทำให้เข้าใจผิดโดยนิยายวิทยาศาสตร์ในลักษณะที่เป็นความหมายของการตีความ

, and that at the end of the 6 th day God “ saw every thing that He had made, and, behold, [it was] very good…Thus the heavens and the earth were finished, and all the host of them.” Gen 1:31,2:1. พระคัมภีร์สอนว่า"ในการเริ่มต้น"พระเจ้าทรงสร้าง"ชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน"และว่าที่ส่วนท้ายของวันที่ 6 th พระเจ้า"เห็นสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างทุกคนและ, ดูเถิด, [มัน] ดีมาก ... ดังนั้นชั้นฟ้าและแผ่นดินที่ถูกดำเนินการเสร็จสิ้นและทุกโฮสต์ของพวกเขา."Gen 1:31,2:1

ซึ่งหมายความว่าในการทำชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและโฮสต์ของพวกเขาที่พระเจ้าทรงทำทุกอย่างที่เขาทำ มีอะไรที่ไม่อื่นนอกเหนือจากสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างและมีการพูดถึงการทำมาจากจักรวาลอื่น ๆ ใด ๆ นอกเหนือจากทั้งหมดของจักรวาลที่เรารู้ว่าที่พระเจ้าทำไม่ ดังนั้นจึงมีจริงไม่มี"จักรวาลคู่ขนาน"และแนวคิดของตัวเองขัดแย้งกับพระคัมภีร์ที่เป็นจักรวาลนี้คือพระเจ้าทั้งหมดจะถูกกล่าวว่ามีการทำและเป็นอย่างดีที่กำหนดโดยพระคัมภีร์ พระเจ้าทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและคำเหล่านี้มีดีที่กำหนดและมีอะไรมากกว่าที่พระเจ้าทรงทำนอกเหนือจากชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและโฮสต์ของพวกเขา

เรารู้ว่าสิ่งที่โลกเป็น แต่นอกเหนือจากนี้มีหลายสวรรค์ (s) ที่พระเจ้าทรงสร้างและพระคัมภีร์ที่กำหนดแต่ละของพวกเขาสำหรับเรา

สวรรค์แรกคือท้องฟ้าหรือบรรยากาศและเป็นที่ที่มีฝนตกมาจากการที่นกบิน (Gen 1:7-8, 04:25 Jer, Rev 19:17, Deut 11:17, 28:12, 05:04 Jud, กิจการ 14:17)

สวรรค์ที่สองคือด้านนอกพื้นที่ที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์และดาวทั้งหมดที่ดาวเคราะห์และกาแลคซีที่อยู่ (Jer 08:02, อสย 13:10)

สวรรค์ที่สามคือการที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่ที่ราชบัลลังก์ของพระเจ้าเป็น, และนี่คือที่มลาอิกะที่มีผู้ที่อยู่ในสวรรค์ (1 Kin 08:30, PSA 02:04, 11:04, 66:1 Isa, 2 Ch 18:18, Matt 5:16) สวรรค์ที่สามคือการที่เรียกว่า"สวรรค์สูงสุด"หรือ"สวรรค์ชั้นฟ้าทั้งหลาย" . มันเรียกว่า"สวรรค์ชั้นฟ้าทั้งหลาย"เพราะเป็นสวรรค์ชั้นฟ้าทั้งหลายแรกและที่สอง (1 Kin 08:27, Deut 10:14)

และเพื่อโลกที่บรรยากาศ (สวรรค์แรก), นอกพื้นที่ (สวรรค์วินาที), และที่ราชบัลลังก์ของพระเจ้าและเทวดาในสวรรค์อยู่ (สวรรค์ที่สาม) เป็นทุกพื้นที่ที่มีอยู่ในทั้งหมดของการสร้างของพระเจ้า ไม่มีของเหล่านี้เป็น"จักรวาลคู่ขนาน"และอื่น ๆ ในพระคัมภีร์ไม่ได้อธิบายใด ๆ "จักรวาลคู่ขนาน"ที่มีอยู่ แต่การกำหนดอย่างละเอียดในพระคัมภีร์ของทั้งหมดของการสร้างจริง precludes การดำรงอยู่ของสิ่งใดตามสายของแนวคิดของ"จักรวาลคู่ขนานที่"

ทั้งหมดที่ถูกกล่าวว่าการใช้"ขนาด"คำในบริบททางวิทยาศาสตร์ (ความยาวพื้นที่ความกว้างความสูงและเวลา) จะมีขนาดมากขึ้นว่าพระเจ้าทรงทำนอกเหนือจาก 4 เราสามารถรับรู้และเห็นด้วยตาเปล่าหรือไม่? ดูเหมือนว่าเป็นไปได้ว่ามีขนาดเกินกว่าที่เราสามารถรับรู้ได้เพราะพระคัมภีร์สอนมีจิตวิญญาณที่มองไม่เห็น

โลกที่มี 4 มิติที่เราสามารถมองเห็น แต่ยังพระคัมภีร์สอนว่ามีจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นรอบ ๆ เราอยู่บนโลกและในจิตวิญญาณนี้วิญญาณที่มีสถานะเช่นเดียวกับพระเทวดา Fallen Angels, และปีศาจ เรารู้ว่าปีศาจเมื่อพวกเขาถูกโยนออกเดินทางผ่านทะเลทรายที่มี แต่เราไม่สามารถมองเห็นพวกเขา (Matt 12:43, ลูกา 11:24) เรารู้ว่ากองทัพสามารถอยู่บนโลกนี้ลูกหูลูกตาขวาด้านหน้าของเราในขณะที่เหลือมองไม่เห็น นี้เกิดขึ้นในกรณีของเอลีชาและเพื่อนของเขาและเอลีชาได้อธิษฐานและกล่าวว่าพระเจ้าทรงผมขออธิษฐานเจ้าเปิดตาของเขาว่าเขาอาจจะเห็น และพระเจ้าทรงเปิดตาของชายหนุ่มคนนั้นและเขาเห็น : และ, ดูเถิด, ภูเขา [คือ] เต็มรูปแบบของม้าและรถรบของรอบไฟเกี่ยวกับเอลีชา"(2 คิน 6:17) เมื่อพระเจ้าทรงเปิดตาของเขาไป. จิตวิญญาณเขาเห็นกองทัพทั้งหมดรอบ ๆ พวกเขาต่อสู้เพื่อพวกเขา นี่คือจิตวิญญาณที่มีอยู่รอบตัวเราทั้งหมด แต่จะมองไม่เห็น

จัดเรียงกันของกองทัพกองทัพของพระเจ้าซึ่งเป็น"โฮสต์ของสวรรค์"หรือทูตสวรรค์ของพระเจ้าเป็นที่กล่าวถึงใน Josh 5-6 ในการต่อสู้ของเจริโค"และเขากล่าวว่าแต่ว่า. แต่ [เป็น] กัปตันของโฮสต์ ของพระเจ้าตอนนี้ฉันมา และโจชัวลดลงบนใบหน้าของเขาเพื่อแผ่นดินและได้นมัสการและตรัสกับพวกเขากล่าวว่าสิ่งที่พระเจ้าของฉันแก่ผู้รับใช้ของเขา?"(Josh 5:14)"โฮสต์"ของพระเจ้าเป็นกองทัพของเขาซึ่งเป็นทูตสวรรค์ ในขณะที่ผนังของเจริโคดูเหมือนจะตกอยู่อย่างปาฏิหาริย์, พระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่ากองทัพของทูตสวรรค์ของพระเจ้าถูกนำเสนอ มันอาจจะทั้งหมดที่ทูตสวรรค์ของพระเจ้ามีมือในกลศาสตร์ที่แท้จริงของการที่ผนังของ Jericho ลงมา และเพื่อให้เรารู้ว่ามีจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นบนโลก
ในสวรรค์แรกที่ชั้นบรรยากาศของพระคัมภีร์ยังระบุว่านอกเหนือจากการเป็นส่วนหนึ่งทางกายภาพของชั้นบรรยากาศของอากาศและเมฆที่มีจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นยังมี แองเจิลบินในชั้นบรรยากาศซึ่งเป็นสวรรค์ก่อนเพื่อให้เข้าสู่จิตวิญญาณที่มองไม่เห็นจะต้องมีมากเกินไป (เอซ 08:03, ยอห์น 1:32, Rev 08:13) และซาตานถูกเรียกว่า"เจ้าชายของการใช้พลังงานของอากาศ"โดยพระคัมภีร์และ"อากาศ"หมายถึงบรรยากาศ (เอเฟซัส 2:2)

สวรรค์ที่สามดูเหมือนว่าจะทำทั้งหมดของจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นเช่นเมื่อเรามองเข้าไปในถึงมากที่สุดของพื้นที่เราไม่สามารถเห็นบัลลังก์ของพระเจ้าหรือทูตสวรรค์ ที่เห็นได้ชัดเช่นเดียวกับที่มันแสดงให้เห็นว่าทุกอย่างแม่นยำราชบัลลังก์ของพระเจ้าและเทวดาแห่งสวรรค์ที่พวกเขาอยู่ในจิตวิญญาณที่มองไม่เห็น และสิ่งนี้ทำให้รู้สึกว่าสวรรค์ที่สามเป็นจิตวิญญาณเป็นที่สามคือสวรรค์ที่พระเจ้าทรงเป็นพระและพระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ

ในระหว่างสวรรค์ที่สองซึ่งจะถูกกำหนดโดยพระคัมภีร์ที่เป็นนอกพื้นที่คือ พระคัมภีร์อย่างชัดเจนแสดงให้เห็นว่าสวรรค์ที่สองนอกจากนี้ยังมีจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นและเทวดาที่ผ่านมันเป็นที่พวกเขาลงมาสู่พื้นโลกและขึ้นกลับไปยังสวรรค์ที่สาม

"และเขาใฝ่ฝันและดูเถิดบันไดตั้งอยู่บนแผ่นดินและด้านบนของมันถึงจะสวรรค์และดูเถิดทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นลงในนั้น และดูเถิดพระเจ้ายืนอยู่ข้างต้นนั้นและกล่าวว่าฉัน [am] พระเจ้าของอับราฮัมบิดาของเจ้าและพระเจ้าของไอแซค : ที่ดินที่ซึ่ง liest เจ้าแก่เจ้าฉันจะให้มันและเมล็ดของเจ้า ... "
gen 28:12-13 ทำให้ชัดเจนว่าสวรรค์ที่สองซึ่งเป็นพื้นที่รอบนอกที่ยังต้องมีจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นอย่างที่เราไม่เห็นทูตสวรรค์ที่พวกเขาขึ้นและลงผ่านสวรรค์ที่สอง บันไดซึ่งบ่งชี้ว่ายาโคบเห็นพระเจ้าที่มีให้มลาอิกะวิธีการที่ขึ้นไปและลง ที่ยาโคบจะไ​​ด้เห็นพระเจ้าบันไดข้างต้นแสดงให้เห็นว่าระยะทางที่ไม่ไกลมากที่มลาอิกะที่มีการเดินทาง ดังนั้นพระคัมภีร์ที่ดูเหมือนว่าจะสอนว่าเทวดาที่ไม่จริงต้องตามขวางระยะทางที่กว้างใหญ่ของพื้นที่ด้านนอกเพื่อให้สามารถเข้าถึงโลกที่เป็นอยู่เห็นได้ในมิติทางกายภาพ แต่ในจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นเป็นระยะทางสั้น ๆ พอระหว่างสวรรค์และโลก, ไม่เกินบันไดที่คุณสามารถดูด้านบนของ การเรียงลำดับของบันไดถาวรได้รับการสร้างขึ้นโดยพระเจ้าสำหรับเทวดาที่จะเดินทางผ่านสวรรค์ที่ 2, ไประหว่างที่ 1 และ 3 ชั้นฟ้าทั้งหลาย ถ. และเพื่อให้เทวดาสามารถส่งไปยังโลกได้อย่างรวดเร็วเป็นจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นจะไม่ถูก จำกัด ด้วยเวลาเป็นวิธีที่ล้อมรอบในฟิสิกส์โดยมิติทางกายภาพ วิธีการนี​​้ใช้งานได้จริงเป็นคลุมเครือบ้าง แต่เราจะได้รับความคิดทั่วไปจากสิ่งที่พระคัมภีร์กล่าวว่า ในกรณีใด ๆ ที่เข้าสู่จิตวิญญาณที่มองไม่เห็นยังดูเหมือนว่าจะมีอยู่ตลอดสวรรค์ที่สองซึ่งเป็นพื้นที่ที่ด้านนอก

และเพื่อแผ่นดินและสิ่งที่ 3 จากชั้นฟ้าทั้งหลายมีจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นที่ดูเหมือนว่าจะแผ่ซ่านผ่านทั้งหมดของพวกเขา ที่นี่บนโลกจิตวิญญาณอยู่รอบ ๆ เรา แต่มองไม่เห็น พระคัมภีร์สอนที่พระเจ้าทรงสร้างด้านที่มองไม่เห็นจักรวาล,"สำหรับเขาทุกสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น : สิ่งที่อยู่ในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกที่มองเห็นและมองไม่เห็นไม่ว่าจะเป็นบัลลังก์หรืออำนาจหรือผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจ; ทุกสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยเขาและสำหรับ เขา."(Col 1:16)

และมันควรจะสังเกตว่าคำที่นี่เพื่อ"เจ้าหน้าที่ปกครอง"ทั้งหมดที่อ้างถึงทูตสวรรค์ที่ลดลง นี้สามารถเห็นได้โดยการเปรียบเทียบนี้กับเอเฟซัส 6:12,"สำหรับเราต่อสู้ไม่ได้กับเนื้อหนังและเลือด แต่กับ principalities, ต่ออำนาจให้กับผู้ปกครองของความมืดของโลกนี้กับจิตวิญญาณในความชั่วร้าย [สถานที่] สูง." และเพื่อให้อำนาจเหล่านี้และหน่วยงานที่มลาอิกะมองไม่เห็นจะลดลง

ขณะที่พวกเขาสามารถประจักษ์ทางร่างกายดูเหมือนว่าที่ทูตสวรรค์ที่ลดลงนอกจากนี้ยังมีสิ่งที่คล้ายกับหน่วยงานที่ทำมาจากจิตวิญญาณ เรามี 4 มิติใน physicality ของเราถูกทำสำหรับ 4 มิติ แองเจิลที่มีจิตวิญญาณและพระเยซูกล่าวว่าหลังจากที่ฟื้นคืนชีพของพระองค์ในลูกา 24 :"ดูเถิดมือและเท้าของฉันฉันว่ามันเป็นตัวผมเอง : จับผมและเห็น; สำหรับวิญญาณที่ทรงเนื้อและกระดูกไม่ได้เป็นเจ้าเห็นฉันมี." ลูกา 24:39

ซึ่งอาจจะต้องดำเนินการที่มลาอิกะอย่างแท้จริงจะไม่ได้มีชีวิตทางกายภาพของ 3 มิติทางกายภาพที่เราอาศัยอยู่ในที่เราเป็น แต่เทวดาที่มีจิตวิญญาณของจิตวิญญาณและ"ร่างกาย"ของพวกเขาที่มีอยู่ในจิตวิญญาณ มันจะทำให้รู้สึกว่าร่างกายของพวกเขาที่มีองค์ประกอบของสารจากจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นนี้พวกเขาอยู่ในขณะที่ร่างกายมนุษย์จะประกอบด้วยสิ่งที่ 3 มิติทางกายภาพที่เราอาศัยอยู่ค่ะ

1 โครินธ์ 15:40, 44 [มี] ดวงดาวยังและหน่วยงานภาคพื้นดิน แต่พระสิริของท้องฟ้าที่ [เป็น] หนึ่งและ [เกียรติศักดิ์] ของบก [เป็น] อื่น ๆ ... มันเป็นหว่านร่างกายที่ธรรมชาติ; มันจะเพิ่มขึ้นเป็นร่างกายทางจิตวิญญาณ มีร่างกายที่ธรรมชาติและมีร่างกายที่จิตวิญญาณ

พระคัมภีร์ได้รับทราบว่าจะมีหน่วยงานที่ทำมาจากจิตวิญญาณหรือจิตวิญญาณร่างกาย ในฐานะที่เป็นร่างกายของเรามนุษย์บนพื้นดินที่มีองค์ประกอบของสสารทางกายภาพ 4 มิติก็จะทำให้รู้สึกว่าจิตวิญญาณการดำรงชีวิตหรือร่างกายสวรรค์จะประกอบด้วยเทียบเท่าของ"เรื่อง"ของจิตวิญญาณที่มองไม่เห็น แองเจิลมีร่างกายจิตวิญญาณดังกล่าวและถูกสร้างขึ้นด้วยเช่น มันจะทำให้รู้สึกว่ามีอย่างน้อยหนึ่งมิติที่ 5 ถ้าไม่ได้มากขึ้นและที่ร่างกายของทูตสวรรค์'จะประกอบด้วยคล้ายคลึงกับ"ไม่ว่า 4d"ของเราซึ่งอยู่ในจิตวิญญาณว่า เข้าสู่จิตวิญญาณอาจจะประกอบด้วยหลายมิติในความรู้สึกทางวิทยาศาสตร์ของคำเช่นความกว้างของขอบเขตจิตวิญญาณ, ความยาวและความสูง แต่ถึงแม้ว่าดินแดนของจิตวิญญาณเป็นเพียง 1 มิติพิเศษในความรู้สึกทางวิทยาศาสตร์ของระยะเวลาที่เข้าสู่จิตวิญญาณที่มองไม่เห็นยังคงเป็นมิติที่ 5 มิติ 1 เพิ่มเติมที่ 4 โลกทางกายภาพมิติที่เรารับรู้เป็นประจำ

ทั้งหมดนี้นำไปสู่​​จุดที่ว่านี้เข้าสู่จิตวิญญาณที่มองไม่เห็นอาจจะประกอบด้วยมิติมากขึ้น, เป็นต่อการใช้งานทางวิทยาศาสตร์ของระยะเวลา มิติที่เพิ่มเติม (s) ของจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นจะเป็นมิติพิเศษที่มีอย่างน้อยหนึ่งมากกว่า 4 มิติที่เรารับรู้ ดังนั้นมันจึงจะยุติธรรมที่จะเรียกทูตสวรรค์"เสริมมิติ"ความหมายของมิติมากกว่าเรา ESP ถ้าจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นสัมพันธ์กับมิติเสริมต่อการใช้วิทยาศาสตร์จากตำแหน่งตามวาระ

แต่พระเจ้าไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มมิติ พระเจ้าทรงเป็นนิรันดร์และดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ผมเรียกว่า"นอกมิติ" พระเจ้าทรงเป็นที่ด้านนอกของมิติที่เป็นนิรันดร์และผู้สร้างทุกอย่างที่รวมถึงทุกมิติทฤษฎีของชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและทุกสิ่งที่พวกเขาอาศัยอยู่ใน ดังนั้นเพื่อให้เหรียญระยะพระเจ้าคือ"มิติด้านนอก" นี้เป็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่างพระเจ้าพระผู้สร้างและการสร้างของพระองค์ พระคัมภีร์กล่าวว่าทั้งสามแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินจะไม่สามารถมีพระเจ้าซึ่งทำให้รู้สึกว่าเขาทำพวกเขาทั้งหมด. แต่พวกเขาจะจัดการเพื่อให้มีทุกสิ่งที่เขาสร้างขึ้น"แต่จะแน่นอนพระเจ้าอาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ ดูเถิดสวรรค์และสวรรค์ชั้นฟ้าทั้งหลายจะไม่สามารถมีเจ้าวิธีการมากน้อยบ้านนี้ที่ฉันมี builded"1 Kin 08:27?

ตอนนี้โลกที่จะทำโดยพระเจ้าและมันมีขนาดที่มองเห็นว่าวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาหลายสิ่งในและเหมือนกันสำหรับสวรรค์แรกและที่สอง นอกจากนี้เรายังทราบว่ามีจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นตลอดทั้งการสร้างของพระเจ้า วิทยาศาสตร์ได้กล่าวมากในดินแดนทางกายภาพที่สามารถมองเห็นได้ แต่ความจริงที่ว่าจิตวิญญาณจะมองไม่เห็นไม่ได้หมายความว่าวิทยาศาสตร์ที่จะไม่ได้มีอะไรที่จะพูดเกี่ยวกับมันหรือว่ากฎหรือไม่มีขอบเขตอาจดำเนินการเมื่อเทวดาที่อาศัยอยู่ที่นั่น ในความเป็นจริงดูเหมือนว่ามีกฎระเบียบและขอบเขตเช่นกฎหมายของฟิสิกส์ซึ่งเป็นที่สืบทอดในจิตวิญญาณเช่นกัน แม้การต่อสู้ในรอบ 12 ระหว่างลาอิกะฮ์อันศักดิ์สิทธิ์และเทวดาลดลงบ่งชี้ว่ามีกองกำลังฝ่ายตรงข้ามอธิบายที่ดีที่สุดเป็นบางฟิสิกส์เข้าสู่จิตวิญญาณเป็นปัจจุบัน นี้เป็นนัยได้แม้ในที่มลาอิกะบริสุทธิ์ตระหนักและผลักดันเทวดาลดลงออกจากสวรรค์, หล่อพวกเขาลงไปในแผ่นดิน คุณสามารถหนึ่งนางฟ้ายังไม่ได้ผลักดันอื่นโดยไม่มีแนวคิดของฟิสิกส์เป็นนัยบางอย่างแม้จะอยู่ในจิตวิญญาณ ในฐานะที่เป็นเช่นนั้นมีโอกาสที่จิตวิญญาณที่มองไม่เห็นไม่ได้มีกฎระเบียบภายใต้ฟิสิกส์ที่ บริษัท ดำเนินการบางอย่างและหากดังนั้นที่ที่ที่มองไม่เห็นสัมผัสจิตวิญญาณทางกายภาพที่มองเห็นดินแดนที่เรารู้ว่าวิทยาศาสตร์อาจจะสามารถรวบรวมข้อมูลเชิงลึกบางส่วนหรือ ให้ข้อมูลเชิงลึกบางส่วน เป็นไปได้นี้เป็นที่น่าสนใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่มีแสงมากขึ้นและมากขึ้นของฟิสิกส์สมัยใหม่ที่เรียนในสิ่งที่มองไม่เห็นและทฤษฎีเกี่ยวกับสิ่งที่มองไม่เห็นมิติที่อาจมีอยู่เบื้องหลังในจักรวาล

ดังนั้นถ้าเราจะเดาว่าจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นและสิ่งมีชีวิตที่จะมีให้ทำมีสิ่งที่จะทำอย่างไรกับมิติพิเศษหรือมิติ (ในการใช้งานทางวิทยาศาสตร์ของระยะ), และวิญญาณมนุษย์จึงเพิ่มมิติ, สิ่งที่ ฟิสิกส์ยุคใหม่จะต้องพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้?

ฟิสิกส์ยุคใหม่ที่ไม่จริงรวมถึงหัวข้อของการเพิ่มขนาดและพูดคุยจากนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมิติเสริมจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เรียกว่า"ทฤษฎีสตริง"หรือ"ทฤษฎี superstring"

ในบางสาขาฟิสิกส์ยุคใหม่จะดีขึ้นผ่านการทดสอบเช่นแรงโน้มถ่วงสัมพัทธภาพกลศาสตร์ควอนตัมมากของฟิสิกส์อนุภาคแม่เหล็กไฟฟ้าและผู้ที่อ่อนแอและแข็งแรงกองกำลังนิวเคลียร์ ทฤษฎีสตริงจะไม่จัดตั้งขึ้น แต่เป็นความพยายามที่จะนำสาขาเหล่านี้ทั้งหมดจากต้นไม้ของฟิสิกส์ที่ร่วมกันในการเชื่อมต่อพวกเขาในการวาดและลำต้นที่เห็นทุกสาขาจากลำต้น ทฤษฎีสตริงเป็นอย่างมากในทางทฤษฎี, พิสูจน์, มีแนวโน้มที่ทำให้ดีขึ้นได้และพิสูจน์ไม่ได้, ทางคณิตศาสตร์ที่สูงและต้องใช้ขนาด 10-11 ไปในทางทฤษฎีสามารถอธิบายลำต้นของต้นไม้ของฟิสิกส์สมัยใหม่

นี่พูดจาก Lisa Randall ปริญญาเอกเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีชั้นนำและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับฟิสิกส์อนุภาคทฤษฎีสตริงและจักรวาลวิทยาคือ :

"วิธีการหลายมิติของพื้นที่ที่จะมี? ที่เราทำจะรู้ว่าจริงๆ? โดยตอนนี้ฉันหวังว่าคุณจะยอมรับว่ามันจะ overreaching ที่จะอ้างว่าเรารู้ว่าสำหรับบางอย่างที่พิเศษขนาดไม่อยู่ เราจะเห็นสามมิติของพื้นที่ แต่อาจจะมีมากขึ้นว่าเราไม่ได้ตรวจพบยัง คุณจะรู้ว่าตอนนี้ที่มีขนาดพิเศษสามารถที่ซ่อนอยู่อย่างใดอย่างหนึ่งเพราะพวกเขาจะโค้งงอขึ้นและขนาดเล็กหรือเป็นเพราะกาลอวกาศโค้งงอและแรงโน้มถ่วงความเข้มข้นดังนั้นในพื้นที่เล็ก ๆ ที่แม้มิติอนันต์จะมองไม่เห็น ทั้งสองวิธีไม่ว่าจะเป็นมิติที่มีขนาดกะทัดรัดหรือแปลเป็นภาษาท้องถิ่น, Spacetime จะปรากฏเป็นสี่มิติได้ทุกที่ไม่ว่าคุณจะไม่."
- Lisa Randall PhD, Passages เหยเก : ไขความลึกลับของจักรวาลที่ซ่อนขนาดของ PG 437

Lisa Randall ไม่ว่าจะเป็นไปตามฟิสิกส์ยุคใหม่ที่อาจจะมีขนาดใหญ่มากแม้อนันต์ขนาดใหญ่, ขนาดมองไม่เห็นว่าจะอยู่ถึงแม้ว่าเราจะสามารถรับรู้ใน 4 มิติของพื้นที่เวลา มิติที่มีขนาดใหญ่ 5 th เช่นนี้อาจเป็นจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นการเรียนการสอนในพระคัมภีร์ซึ่งมีทูตสวรรค์ในร่างกายจิตวิญญาณของพวกเขาในมิติที่

และนี่คือคำพูดจากสตีเฟ่นฮอว์คิง PhD, หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดและฟิสิกส์ดาราศาสตร์ทฤษฎีของเวลาของเราที่แสดงความคิดเห็นความคิดของเขาในการทำงานของแรนดัล :

"ถ้าความเป็นจริงเพื่อที่จะอธิบายอัตราการในการที่วงโคจรของดาวใจกลางของกาแลคซีของเราดูเหมือนว่าจะต้องมีมวลมากเกินกว่าที่คิดโดยเรื่องที่เราสังเกต มวลที่หายไปนี้อาจเกิดขึ้นจากสายพันธุ์ที่แปลกใหม่บางส่วนของอนุภาคในโลกของเราเช่น WIMPs (ระทวยโต้ตอบอนุภาคขนาดใหญ่) หรือ axions (เบามากอนุภาคประถม). แต่ที่ขาดหายไปมวลนอกจากนี้ยังอาจจะมีหลักฐานของการดำรงอยู่ของโลกเงากับเรื่องในนั้น ... แทนที่จะมิติพิเศษที่สิ้นสุด ณ วันที่ brane เงาเป็นไปได้อื่นที่พวกเขาจะไม่มีที่สิ้นสุด แต่โค้งสูงเช่นอาน Lisa Randall และ Sundrum รามันพบว่าชนิดของเส้นโค้งนี้จะทำหน้าที่แทนเช่น brane ที่สอง : ที่อิทธิพลแรงโน้มถ่วงของวัตถุที่ brane ที่จะกักขังอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงขนาดเล็กของ brane และไม่ได้แพร่กระจายออกไปไม่มีที่สิ้นสุดในมิติพิเศษ ในฐานะที่เป็นในรูปแบบ brane เงาของสนามโน้มถ่วงจะมีการ falloff ระยะยาวที่เหมาะสมที่จะอธิบายวงโคจรของดาวเคราะห์และการวัดในห้องปฏิบัติการของแรงโน้มถ่วง แต่แรงโน้มถ่วงจะแตกต่างกันมากขึ้นอย่างรวดเร็วที่ระยะทางสั้น ๆ มี แต่แตกต่างที่สำคัญระหว่างรุ่นนี้ Randall Sundrum และรูปแบบการ brane เงา หน่วยงานที่ย้ายภายใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงที่จะผลิตคลื่นโน้มถ่วง, ระลอกของเส้นโค้งที่เดินทางผ่านกาลอวกาศที่ความเร็วของแสง เช่นเดียวกับคลื่นของแสงคลื่นโน้มถ่วงควรดำเนินการพลังงาน, การทำนายที่ได้รับการยืนยันโดยการสังเกตของไบนารี PULSAR PSR1913 16 แน่นอนถ้าเราอยู่บน brane ในกาลอวกาศที่มีขนาดพิเศษคลื่นโน้มถ่วงที่สร้างขึ้นโดยการเคลื่อนไหวของร่างกายเกี่ยวกับ brane ที่จะเดินทางออกสู่มิติอื่น ๆ หากมี brane เงาที่สองคลื่นโน้มถ่วงจะสะท้อนกลับและถูกขังอยู่ระหว่างสอง branes ในมืออื่น ๆ ถ้ามีเป็นเพียง brane เดียวและขนาดพิเศษไปตลอดกาลเป็นในรูปแบบแรนดัล Sundrum, คลื่นโน้มถ่วงได้หนีกันออกไปและดำเนินการผลิตพลังงานจากโลกของเรา brane นี้ก็ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในการละเมิดหลักการพื้นฐานของฟิสิกส์ : กฏหมายของการอนุรักษ์พลังงาน จำนวนของพลังงานที่ยังคงเหมือนเดิม แต่มันจะปรากฏเป็นการละเมิดเพียงเพราะมุมมองของเราจากสิ่งที่เกิดขึ้นถูก จำกัด ให้ brane. ทูตสวรรค์ที่สามารถมองเห็นมิติพิเศษที่จะได้รู้ว่าที่พลังงานเป็นเดียวกันเพียงแค่การแพร่กระจายมากยิ่งขึ้น."
- Stephen เร่ขายปริญญาเอกจักรวาลสั้น, pgs 184-192

ในขณะที่ให้ความเชื่อกับคำสั่งของแรนดัล, พื้นฮอว์คิงกล่าวว่ามีขนาดใหญ่มากขนาด - พิเศษที่เป็นไปได้และจะไม่ละเมิดกฎหมายเป็นที่รู้จักของฟิสิกส์ ในความเป็นจริงการดำรงอยู่ของพวกเขาอาจช่วยอธิบายบางอย่างขนาดใหญ่ค่อนข้างคำถาม befuddling ในทางวิทยาศาสตร์ที่ยังคงยังไม่เช่นมวลที่หายไป เป็นวิทยาศาสตร์เช่นช่วยให้การดำรงอยู่ของจิตวิญญาณที่มองไม่เห็นที่อาจเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งในการที่มลาอิกะ, และร่างกายจิตวิญญาณของเทวดาอาจจะประกอบด้วยสิ่งจากมิติพิเศษนี้นี้ดินแดนที่มองไม่เห็น

สาขาของฟิสิกส์ที่เรียกว่าข้อเสนอที่กลศาสตร์ควอนตักับอนุภาคที่มี subatomic (ที่มีขนาดเล็กกว่าอะตอม) กลศาสตร์ควอนตัได้รับการที่ดีขึ้นผ่านการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งแตกต่างจากทฤษฎีสตริง, ควอนตัมกลศาสตร์เป็นเขตของการทดลองปฏิบัติ มันเป็นควอนตัมฟิสิกส์ที่เราได้พบกับหลักความไม่แน่นอน Heisenberg :

ควอนตัมฟิสิกส์ในการ Heisenberg รัฐหลักความไม่แน่นอนบางอย่างที่คู่ของคุณสมบัติทางกายภาพเช่นเดียวกับตำแหน่งและโมเมนตัมทั้งสองไม่สามารถจะเป็นที่รู้จักกับความแม่นยำโดยพลการ นั่นคือแม่นยำมากยิ่งขึ้นหนึ่งสถานที่ให้บริการเป็นที่รู้จักกันน้อยลงได้อย่างแม่นยำอื่น ๆ ที่สามารถจะเป็นที่รู้จัก เป็นไปไม่ได้ที่จะวัดพร้อมกันทั้งสองตำแหน่งและความเร็วของอนุภาคด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่มีระดับของความถูกต้องหรือความเชื่อมั่นใด ๆ นี้ไม่ได้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับข้อ จำกัด ของความสามารถในการวิจัยเพื่อวัดปริมาณเฉพาะของระบบที่มี แต่เกี่ยวกับลักษณะของระบบเองและด้วยเหตุนี้มันแสดงคุณสมบัติของจักรวาล
- วิกิพีเดียหลักความไม่แน่นอน,

นี้โดยทั่วไปหมายถึงว่าในระดับ subatomic เป็นที่ของอิเล็กตรอน, โปรตอนควาร์ก, ฯลฯ ดูเหมือนว่าจะมีหลักพื้นฐานของการสุ่ม อนุภาคไปในที่ที่พวกเขาดูเหมือนจะต้องการไป อนุภาคที่เกือบจะดูเหมือนจะเลือกสิ่งที่พวกเขากำลังทำ แต่ตัวเลือกเหล่านี้ทำรูปแบบรูปแบบโดยรวมของความน่าจะคาดคะเนทางสถิติ

หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่รู้จักกันดีและมีเกียรติในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัที่ถูกริชาร์ดเอก Feynman เขาทำงานในโครงการแมนฮัตตันที่กำลังพัฒนาระเบิดปรมาณูเป็นผู้รับรางวัลโนเบลฟิสิกส์และเป็นที่รู้จักกันสำหรับการแสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่องของโอริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่บริการรถรับส่งโศกนาฏกรรมชาเลนเจอร์

ริชาร์ดที่จะพูด Feynman ปริญญาเอกเกี่ยวกับหลักความไม่แน่นอนในกลศาสตร์ควอนตั :

หนึ่งอาจยังคงชอบที่จะถาม :"วิธีการทำงานหรือไม่ เครื่องจักรที่อยู่เบื้องหลังการที่กฎหมายกำหนดคืออะไร?"ไม่มีใครได้พบเครื่องจักรที่อยู่เบื้องหลังกฎหมายใด ๆ ไม่มีใครสามารถ"อธิบาย"ใด ๆ มากกว่าเราได้เพียงแค่"อธิบาย."ไม่มีใครที่จะทำให้คุณใด ๆ ที่แสดงความลึกของสถานการณ์ เรามีความคิดไม่เกี่ยวกับกลไกพื้นฐานมากขึ้นจากการที่ผลลัพธ์เหล่านี้สามารถแปลรหัส
เราต้องการที่จะเน้นความแตกต่างที่สำคัญมากระหว่างกลศาสตร์คลาสสิกและควอนตัม. เราได้รับการพูดคุยเกี่ยวกับความน่าจะเป็นที่อิเล็กตรอนจะมาถึงในกรณีที่กำหนดให้ เราได้ส่อให้เห็นว่าในการจัดเรียงการทดลองของเรา (หรือแม้กระทั่งในหนึ่งที่ดีที่สุด) มันจะเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น เราสามารถคาดการณ์ราคา! นี้จะหมายถึงถ้ามันเป็นจริงทางฟิสิกส์ที่มีกำหนดขึ้นเกี่ยวกับปัญหาของการพยายามที่จะทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่แน่นอน ใช่! ฟิสิกส์ที่ได้รับเพิ่มขึ้น. เราไม่ทราบวิธีที่จะคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในกรณีที่กำหนดและเราเชื่อว่าตอนนี้ที่เป็นไปไม่ได้ที่สิ่งเดียวที่สามารถคาดการณ์ความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน. มันจะต้องได้รับการยอมรับที่ว่านี้ คือการตัดทอนในอุดมคติก่อนหน้านี้ของเราในการเข้าใจธรรมชาติ มันอาจจะเป็นขั้นตอนที่ย้อนกลับ แต่ไม่มีใครได้พบวิธีที่จะหลีกเลี่ยงมันได้
หนึ่งไม่ได้คิดวิธีออกจากปริศนานี้ ดังนั้นในช่วงเวลาปัจจุบันที่เราจะต้อง จำกัด ตัวเองเพื่อความน่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ เรากล่าวว่า"ในช่วงเวลาปัจจุบัน"แต่เราสงสัยมากมั่นว่ามันเป็นสิ่งที่จะอยู่กับเราตลอดที่เป็นไปไม่ได้ที่จะต้องเอาชนะปริศนาที่ว่านี้เป็นวิธีธรรมชาติจริงๆคือ
- ริชาร์ด P. Feynman, PhD, บรรยาย Feynman ฟิสิกส์, Vol 3, pgs.1 - 10 ,1 - 11

ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าที่ขนาดของชิ้นส่วนที่น้อยที่สุดของจักรวาลที่ว่ามีการสุ่มทั้งหมดนี้หรือไม่? ทำไมมีวิทยาศาสตร์ที่กำหนดขึ้นในการคาดการณ์ที่แม่นยำและได้รับการยอมรับว่ากฎความไม่แน่นอนและโอกาสที่โดเมนของกล้องจุลทรรศน์พื้นฐานที่สุดและเป็นพื้นฐานการสร้างบล็อกของจักรวาล? ทำไมถึงไม่สามารถเพียงอย่างเดียวน่าจะเป็นที่รู้จักกัน?

กับการถือกำเนิดของกลศาสตร์ควอนตัที่เราได้มารู้จักว่าเหตุการณ์ไม่สามารถคาดการณ์ด้วยความถูกต้องสมบูรณ์ แต่ที่มีอยู่เสมอระดับของความไม่แน่นอน ถ้าใครชอบอย่างใดอย่างหนึ่งอาจอ้างการสุ่มนี้การแทรกแซงของพระเจ้า แต่มันจะเป็นชนิดที่แปลกมากของการแทรกแซง : มีหลักฐานว่ามันมุ่งไปที่วัตถุประสงค์ใด ๆ แน่นอนถ้ามันถูกมันจะโดยความหมายไม่ได้รับการสุ่ม ในยุคปัจจุบันเราได้ลบได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปได้ที่สามข้างต้นโดยกําหนดเป้าหมายของวิทยาศาสตร์ที่ : จุดมุ่งหมายของเราคือการกำหนดชุดของกฎหมายที่ช่วยให้เราสามารถทำนายเหตุการณ์เพียงไม่เกินวงเงินที่กำหนดโดยหลักความไม่แน่นอนที่
- Stephen เร่ขายปริญญาเอกประวัติภาพประกอบของเวลา, PG 224

ยังมีองค์ประกอบของความไม่แน่นอนหรือโอกาสนี้และมีผลต่อพฤติกรรมของเรื่องนี้ในขนาดเล็กในทางพื้นฐานที่ Einstein ได้เกือบ singlehandedly รับผิดชอบในการสัมพัทธภาพทั่วไปและเขาเล่นเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาของกลศาสตร์ควอนตัม ความรู้สึกของเขาเกี่ยวกับเรื่องที่จะสรุปได้ในวลีที่ว่า"พระเจ้าไม่ได้เล่นลูกเต๋า."แต่หลักฐานทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นนักการพนันเก่าแก่และที่เขาพ่นลูกเต๋าในโอกาสที่เป็นไปได้ทุก
- Stephen เร่ขาย PhD, หลุมดำและ Universes เด็ก, PG 70

เกี่ยวกับควอนตัมฟิสิกส์, Einstein กล่าวว่า"พระเจ้าไม่ได้เล่นลูกเต๋า"และสตีเฟนฮอว์คิงกล่าวว่า"พระเจ้าพ่นลูกเต๋าเนื่องในโอกาสที่เป็นไปได้ทุกคน"

แต่พระคัมภีร์พูดว่าอย่างไรเกี่ยวกับหัวข้อของลูกเต๋าและพระเจ้า

จังหวัด 16:33 เราอาจจะโยนลูกเต๋า แต่พระเจ้ากำหนดวิธีการที่พวกเขาตก

สมมติว่าไม่ว่าจะเป็นเราหรือจักรวาลที่พ่นลูกเต๋ามันทำให้ไม่แตกต่างกันแล้วสิ่งที่บ่งชี้ว่าพระคัมภีร์คือพระเจ้าตั้งค่าจักรวาลที่จะ"เล่นลูกเต๋า"ในระดับควอนตัม แต่ในเวลาเดียวกัน, พระเจ้าทรงเป็น หนึ่งที่จะกำหนดวิธีการที่"ลูกเต๋าควอนตัม"ตก โดย"ควอนตัมลูกเต๋า"ผมหมายถึงทั้งหมดของอนุภาค subatomic ที่ / พลังงานและกิจกรรมของพวกเขาในระดับของกล้องจุลทรรศน์ในระดับควอนตัม

However, if the uncertainty principle of quantum physics is correct, then the Bible assures us that God still sets the rules and outcomes for the seeming “randomness” of the “quantum dice”. God is in control of the randomness and the probabilities that we see.

Some Christians who are Scientists speak on this very issue:

John Byl has a PhD in Astronomy, is the author of the book “God and Cosmos: A Christian View of Time, Space, and the Universe”, and is Professor of Mathematics and Head of the Department of Mathematical Sciences at Trinity Western University.

WG Pollard and, more recently, Nancey Murphy advocate that the apparently random events at the quantum level are all specific, intentional acts of God. God's action at this level is limited in that
(1) He respects the integrity of the entities with which He co-operates (eg, He doesn't change the electron's mass arbitrarily) and
(2) He restricts His action to produce a world that, for all we can tell, is orderly and law-like.
God is the hidden variable. Murphy asserts that this position is not only theologically preferable to indeterminism, but has the further advantage of consistency with the principle of sufficient reason. Of course, if God is directly responsible for quantum events this entails that these are therefore predictable by God. Hence we are left with a deterministic universe, at least at the quantum level.”

“God's sovereignty rules out the possibility of agents acting independently of Him. In particular, quantum mechanics does not imply ontological indeterminism , given that determinist interpretations of quantum mechanics are possible, that non-physical secondary causes cannot be ruled out and that God is the primary cause for all events.”
-John Byl PhD, “Indeterminacy, Divine action and Human Freedom”

William Pollard PhD, is a Nuclear Physicist and Episcopal Priest, with a PhD in Physics and Honorary doctorates in science, divinity, law, and humane letters. He is the author of “Chance and Providence: God's Action in a World Governed by Scientific Law”. The entire book is on God operating, instead of “chance”, in quantum mechanics.

“In the next chapter I will begin the presentation for your consideration of a quite different approach to this problem which seems to me to offer an entirely adequate solution for it. Under it, as we shall attempt to show, there can emerge again in all of its ancient power the fullness of the Biblical response to the living God who is ever active in the whole of His creation sustaining, providing, judging, and redeeming all things, both in heaven and in earth, in accordance with the mysterious and hidden purposes of His might will. At the same time, however, this is accomplished in such a way that the essential integrity and unity of science, both as it is now and as in principle it may become, is fully preserved.”
“To Einstein's famous question expressing his abhorrence of quantum mechanics, “Does God throw dice?” the Judeo-Christian answer is not, as so many have wrongly supposed, a denial, but a very positive affirmative. For only in a world in which the laws of nature govern events in accordance with the casting of dice can a Biblical view of a world whose history is responsive to God's will prevail.”

-William Pollard PhD, “Chance and Providence: God's Action in a World Governed by Scientific Law”, pg. 35, pg. 97

Nancey Murphy PhD, Theologian, is Professor of Christian Philosophy at the Fuller Theological Seminary. She also serves as an editorial advisor for Theology and Science, Theology Today, and Christianity Today. She is the author of “Divine Action In The Natural Order”.

“The second strategy for giving an account of the locus of divine action explores quantum physics and seeks to give an account of God's action throughout the natural and human world by means of action at the quantum level (either alone or in conjunction with top-down action). My proposal is motivated theologically. If God is immanent in and acting in all creatures, then necessarily God is acting at the quantum level. Emphasis on this fact has the advantage of sidestepping the problem of interventionism: the laws of quantum mechanics are only statistical and therefore not subject to violation. If, as most interpreters conclude, events at this level are genuinely indeterminate, then there need be no competition between divine action and physical causation. It is possible from a theistic perspective to interpret current physics as saying that the natural world is intrinsically incomplete and open to divine action at its most basic level .”
-Nancey Murphy PhD, Dive Action In The Natural Order, pg. 131

In other words, God is in control and constantly interacting with the world at a quantum level. Where scientists see randomness and probabilities, they are seeing God determine how the dice fall, all the time, in quantum mechanics. The Bible may also present an argument of God controlling the “quantum dice” in Col 1:16-17, referring to Jesus Christ,

“For by him were all things created, that are in heaven, and that are in earth, visible and invisible, whether [they be] thrones, or dominions, or principalities, or powers: all things were created by him, and for him: And he is before all things, and by him all things consist.

The word here for “consist” is “synistemi” (4921) and it means, “to consist of or be composed of, to cohere, put together, hold together or band together”.

According to subatomic physics, it is the quantum force particles of bosons, and gluons that hold together atoms, and particles like photons and electrons that hold together different atoms. As such, this verse in the Bible could be referring to, that it is by God's control over the “quantum dice” that makes these particles we are composed of to hold together. As such, by His actions all things hold together or “by Him all things consist”.

Assuming it is true that God does allow randomness at a quantum level of physics, but also constantly controls the outcome of that randomness, besides “upholding all things”, like the universe, “by the word of His power” (Heb 1:3), is there another possible reason for God creating the universe to be this way? Could it relate to miracles, signs and wonders? This could very well be the case.

Not only does quantum physics allow for existing particles that we can observe in experiment to act in random ways, but it also allows for particles and antiparticles (antimatter) to pop in and out of existence, seemingly randomly. These particles usually only exist for a very short time, and are called “virtual particles”.

“Down at the very tiniest length scale and trillions of times smaller than atoms, is what is known as the Planck scale where the concept of length loses its meaning and quantum uncertainty rules. At this level all known laws of physics break down and even space and time become nebulous concepts. Any and all conceivable distortions of spacetime will be popping in and out of existence in a random and chaotic dance which is going on all the time everywhere in the universe. Terms such as “quantum fluctuations” and the “quantum foam” which are used to describe this chaotic activity certainly do not do it justice.”
-Jim Al-Khalili PhD, Black Holes, Wormholes, and Time Machines, pg. 207
PhD in Theoretical Nuclear Physics, theoretical physicist at the University of Surrey

The existence of these seemingly random particles does not violate the laws of physics, especially the Law of Conservation of Energy:

“Where did all these particles come from? The answer is that relativity and quantum mechanics allow matter to be created out of energy in the form of particle/antiparticle pairs. And where did the energy come from to create this matter? The answer is that it was borrowed from the gravitational energy of the universe. The universe has an enormous debt of negative gravitational energy, which exactly balances the positive energy of the matter.”
-Stephen Hawking, PhD, Black Holes and Baby Universes, Pg. 97

Virtual particles have been shown, through experiments, to exist, as seen in the Lamb shift and the Casimir Effect.

“These particles are called virtual because, unlike “real” particles, they cannot be observed directly with a particle detector. Their indirect effects can nonetheless be measured, and their existence has been confirmed by a small shift (the “Lamb shift”) they produce in the spectrum of light from excited hydrogen atoms.”
-Stephen Hawking PhD, Black Holes and Baby Universes, Pg 107

Regarding the Casimir Effect,

“As we saw in Chapter 7, even what we think of as “empty” space is filled with pairs of virtual particles and antiparticles that appear together, move apart, and come back together and annihilate each other. Now, suppose one has two metal plates a short distance apart. The plates will act like mirrors for the virtual photons or particles of light. In fact they will form a cavity between them, a bit like an organ pipe that will resonate only at certain notes. This means that virtual photons can occur in the space between the plates only if their wavelengths (the distance between the crest of one wave and the next) fit a whole number of times into the gap between the plates. If the width of a cavity is a whole number of wavelengths plus a fraction of a wavelength, then after some reflections backward and forward between the plates, the crests of one wave with coincide with the troughs of another and the waves will cancel out.
Because the virtual photons between the plates can have only the resonant wavelengths, there will be slightly fewer of them than in the region outside the plates where virtual photons can have any wavelength. Thus there will be slightly fewer virtual photons hitting the inside surfaces of the plates than the outside surfaces. One would therefore expect a force on the plates, pushing them toward each other . This force has actually been detected and has the predicted value. Thus we have experimental evidence that virtual particles exist and have real effects.”
-Stephen Hawking PhD, The Illustrated Brief History of Time, pgs. 204-206

Virtual particles can include all types of particles, including photons, electrons, gluons, bosons, and quarks. According to physicists, under certain conditions in the universe, virtual particles can exist for longer periods of time and therefore become “real” particles. This particular example relates to conditions of space near a black hole, but in principle this shows that science does generally allow for the possibility of virtual particles popping into existence and becoming real particles.

“We can understand this in the following way: what we think of as “empty” space cannot be completely empty because that would mean that all the fields, such as the gravitational and electromagnetic fields, would have to be exactly zero. However, the value of a field and its rate of change with time are like the position and velocity of a particle: the uncertainty principle implies that the more accurately one knows one of these quantities, the less accurately one can know the other. So in empty space the field cannot be fixed at exactly zero, because then it would have both a precise value (zero) and a precise rate of change (also zero). There must be a certain minimum amount of uncertainty, or quantum fluctuations, in the value of the field. One can think of these fluctuations as pairs of particle of light or gravity that appear together at some time, move apart, and then come together again and annihilate each other. These particles are virtual particles like carry the gravitational force of the sun: unlike real particles, they cannot be observed directly with a particle detector. However, their indirect effects, such as small changes in the electron orbits in atoms, can be measured and agree with the theoretical predictions to a remarkable degree of accuracy. The uncertainty principle also predicts that there will be similar virtual pairs of matter particles, such as electrons or quarks . In this case, however, one member of the pair will be a particle, and the other an antiparticle (the antiparticles of light and gravity are the same as the particles).
Because energy cannot be created out of nothing, one of the partners in a particle/antiparticle pair will have positive energy, and the other partner negative energy. The one with negative energy is condemned to be a short-lived virtual particle because real particles always have positive energy in normal situations. It must therefore seek out its partner and annihilate with it. However, a real particle close to a massive body has less energy than if it were far away, because it would take energy to lift it far away against the gravitational attraction of the body. Normally, the energy of the particle is still positive, but the gravitational field inside a black hole is so strong that even a real particle can have negative energy there. It is therefore possible, if a black hole is present, for the virtual particle with negative energy to fall into the black hole and become a real particle or antiparticle . In this case it no longer has to annihilate with its partner. Its forsaken partner may fall into the black hole as well. Or, having positive energy, it might also escape from the vicinity of the black hole as   a real particle or antiparticle . To an observer at a distance, it will appear to have been emitted from the black hole.”
-Stephen Hawking PhD, The Illustrated Brief History of Time, Pgs. 134-137

According to science it is possible that physical quantum particles can randomly pop into existence seemingly out of nowhere. If God is controlling the “quantum dice”, then this means God could cause these subatomic quantum particles to come into existence out of nowhere. This does not contradict the laws of physics in any way. Rather the laws of physics and modern science make clear that subatomic quantum particles popping into existence from out of nowhere is the normal state of the universe, which science has confirmed. And it is entirely possible for this randomness to be controlled by God controlling the “quantum dice”; and the quantum randomness seen has no explanation. Metaphorically speaking, this is a huge hole in the wall of science, which allows for the hand of God to come through into the physical universe, without in any way contradicting science or the known laws of physics. This shows that science actually allows for miracles and the miraculous done by God, without it in any way conflicting with Science or Modern Physics.

Modern Physics teaches that elementary particles, of all kinds, can and do randomly pop in and out of existence. This includes photons, which are particles of light. This also includes gravitons, which are theoretical and theoretically instrumental in gravity, as well as gluons, bosons and other force carrying particles.

Some force carrying particles are what hold quarks together to form neutrons and protons, and other force particles hold together atoms. All of these particles can pop into existence out of nowhere, seemingly randomly, the universe allows for this, and the universe was created by God intentionally to be the way it is.

What are quarks and electrons? They are the particles that are the building blocks of atoms.

Different types of atoms make up all of the elements of matter, as seen in the periodic table of the elements.

Atoms are the building blocks of all the matter we see, and our bodies are made of atoms.

So assuming God, who is omnipotent, one way or another controlled the randomness of the quantum world… then this means that God could choose to have a large number of quarks, gluons, electrons, etc. pop into existence very quickly, and assemble into atoms. God could also do this in such a way that many atoms were formed, and would assemble into much larger objects, even objects large enough that we could see them.

This might include things like oil and grain popping into existence out of nowhere:

1 Kings 17:8-16
And the word of the LORD came unto him, saying, Arise, get thee to Zarephath, which belongeth to Zidon, and dwell there: behold, I have commanded a widow woman there to sustain thee. So he arose and went to Zarephath. And when he came to the gate of the city, behold, the widow woman was there gathering of sticks: and he called to her, and said, Fetch me, I pray thee, a little water in a vessel, that I may drink. And as she was going to fetch it, he called to her, and said, Bring me, I pray thee, a morsel of bread in thine hand. And she said, As the LORD thy God liveth, I have not a cake, but an handful of meal in a barrel, and a little oil in a cruse : and, behold, I am gathering two sticks, that I may go in and dress it for me and my son, that we may eat it, and die. And Elijah said unto her, Fear not; go and do as thou hast said: but make me thereof a little cake first, and bring it unto me, and after make for thee and for thy son. For thus saith the LORD God of Israel, The barrel of meal shall not waste, neither shall the cruse of oil fail, until the day that the LORD sendeth rain upon the earth. And she went and did according to the saying of Elijah: and she, and he, and her house, did eat many days. And the barrel of meal wasted not, neither did the cruse of oil fail, according to the word of the LORD, which he spake by Elijah .

God provided for 3 years oil and grain, though the land was in a drought with famine. This oil and grain appeared seemingly out of thin air. But another way to put it might be that it appeared out of “seemingly random quantum foam”. And there are many miracles, signs, and wonders in the Bible, done by God, which are similar to this, such as Jesus Christ feeding the multitudes of thousands from a couple fish and a few loaves of bread.

Also, there are miraculous healings mentioned many times in the Bible. According to science, our bodies are made up of molecules of atoms, which are made from quarks and electrons and such. Consider the cases of sight being restored to the blind, the healing of the disfigured hand, the healing of lepers, and the healing of all manner of sicknesses; miracles done by Jesus Christ. Control over the “quantum dice” would be one way to explain how sick flesh was instantaneously changed into healthy flesh.

And so this is one way to describe, in modern physics concepts, how God does miracles, signs, and wonders. Though God does do them, whether control of the “quantum dice” of quantum physics is truly and specifically how, or not.

But the Bible also says that Holy angels, and Fallen angels, also work miracles, signs and wonders. (Acts 2:22, 5:12, 2 Peter 2:11, Heb 2:4, Matt 24:24, 2 Thes 2:9, Rev 13:2, 14, 16:14) So it could be an accurate description to say that how fallen angels also do miracles, signs, and wonders is because they too somehow have control over the “quantum dice”, though definitely on a more limited scale than God does.

The Bible teaches that God is everywhere in the universe, and there is nowhere that He is not. Whereas fallen angels have a set, limited, location for their spirit body, and are only in one place at a time, much like mankind. Under this line of reasoning, God has power, and “quantum power” over everywhere in the universe, but fallen angels only have power or “quantum power” in their immediate location. Also, God has power over the fallen angels' spirit bodies themselves, as their bodies are part of the creation, whereas fallen angels have no such power over God.

It does make some analogous sense that all angels would have powers like God, but limited, for the Bible several times in the Old Testament calls angels the “sons of God”. (Gen 6, Job 1:6, Job 2:1, Psalm 29:1, 89:6)

It may be that the extra-dimensionality of angels is what would make possible them having limited control over the “quantum dice” in their immediate location.

“Today, however, physicists are following a different trail-the one leading to superstring theory. Unlike previous proposals, it has survived every blistering mathematical challenge ever hurled at it. Not surprisingly, the theory is a radical-some might say crazy-departure from the past, being based on tiny strings vibrating in 10-dimensional space-time… In superstring theory, the subatomic particles we see in nature are nothing more than different resonances of the vibrating superstrings, in the same way that different musical notes emanate from the different modes of vibration of a violin string.”
-Michio Kaku PhD, “Into the Eleventh Dimension”, author of Hyperspace: A Scientific Odyssey through the 10th Dimension, Oxford University Press.

According to String Theory, particles in the 4-dimenional space-time we observe, are the result of vibrations of 1 dimensional strings that exist in an additional 6-7 dimensions, in the scientific sense of the word which (comes to10-11 dimensions total).

As such, speaking generally according to science in principle, it is possible that the extra-dimensionality of angels would allow for their altering of particles in our 4 dimensional world, on the subatomic quantum level. As such, their extra-dimensionality, in the spiritual realm, may be tied directly to their ability to work “miracles, signs, and wonders”, possibly through being able to determine how the “quantum dice” fall (on a limited scale in their immediate locality).

To illustrate, imagine that sitting on a table, is a cup. This cup has 3 spatial dimensions, and as the second pass, it moves through the 4 th dimension of time. Now, in the exact same location as the cup, would be 6-7 invisible dimensions that you can't see. And that is because these invisible 6-7 dimensions intersect the 4 dimensions we know at every point. These 6-7 dimensions are most definitely not somewhere else, but are in the same place we are, but invisible. Now, if these 6-7 extra dimensions correspond to the invisible spiritual realm that the Bible teaches, then an angel who has a spirit body would have an invisible spirit body comprised of the stuff of these 6-7 extra dimensions. And such an invisible angel could choose to effect the 6-7 extra dimensions where the cup is located so as to knock the cup over.

In other words, fallen angels have spirit bodies in the invisible spiritual realm. If the spiritual realm is composed of these extra 6-7 dimensions, then the spirit bodies of the fallen angels are composed of the spiritual realm, these extra 6-7 dimensions. Just as the invisible spiritual realm is all around us, so also could be these 6-7 extra dimensions. According to String Theory (just a theory) what we observe as an effect in our 3 spatial dimensions is caused by what happens in the 6-7 invisible extra dimensions. This means that an extra-dimensional angel could use their extra-dimensional spirit body in the 6-7 extra dimensions, to have the effect of changing things in the physical 3 dimensions we perceive. And in this, fallen angels would also have limited control over how the “quantum dice” fall, but only in a very limited location where they are present. As the invisible realm is all around us (or these extra dimensions would be also) a fallen angel can only effect changes in the immediate locality around them, in the location of their spirit body.

And so this shows how Modern Physics also allows for angels or fallen angels to work miracles (in a limited locality) along the same lines as how Modern Physics allows for God to work miracles. And so angels can also work miracles and do the miraculous, without violating and laws of Modern Physics or science. Rather, Modern Physics and Science totally allows for the existence of angels, their spirit bodies, the invisible spiritual realm, and the miraculous powers of angels as described in the Bible.

When it comes to Holy angels or fallen angels, the Bible describes that they can cause dreams and Visions, as well as causing the physically miraculous or miracles.

In the case of fallen angels, they cause False Visions, which can seem entirely physically real to a victim, and also dreams. Beyond this fallen angels can cause physical injury, and other sorts of physical manifestations, like objects moving, or recording film being altered, etc. These physical manifestations would be considered as false signs, false miracles, and false wonders, Biblically speaking.

I think that fallen angels being able to control (in their immediate locality) how the “quantum dice” fall, would work as a way to explain Physical manfestations very easily, both with visible angels materializing, or seeing the physical effects of invisible angels, including the physical aspects of Visions.

Excepting time perception manipulation, I also think this “quantum dice” idea explains all varieties and aspects of Visions quite well, and also dreams. This is because the human brain also can experience the effects of a fallen angel being able to control the “quantum dice” (in a limited localized way).

“The human brain, however, is also subject to the uncertainty principle. Thus, there is an element of the randomness associated with quantum mechanics in human behavior. But the energies involved in the brain are low, so quantum mechanical uncertainty is only a small effect.”

-Stephen Hawking PhD, Black Holes and Baby Universes, Pg. 133

Although the effect of quantum mechanical uncertainty in the brain is normally small, if fallen angels can determine how the “quantum dice” fall, then a fallen angel could make the effect quite large and noticeable.

Regarding False Visions, all of our physical senses are dependant on how our brain interprets them. By fallen angels generating electrical impulses in the brain, and such things like that, fallen angels would be able to make us “see” things that are not actually in front of our eyes, and “hear” things that are not there to make any sound, “feel” things that are not touching our bodies, “smell” things not before our noses, and “taste” things that are not on our tongues. These things would seem completely real to all of the bodily senses. And the electrical impulses that are truly transmitting information about reality around us could also be blocked out by fallen angels, under this same ability. Or actual reality could be partially blocked. And either way, false electrical signals in the brain generated by fallen angels, through manipulation of the “quantum dice”, could cause a person to experience a False Vision that seemed entirely physically real, but was not.

A person could be caused to perceive something completely illusionary, by a fallen angel manipulating that person's brain, which is a person's gateway to physical perception. As such, an illusion could seem completely physically real to all of the bodily senses, so much so as to be completely indistinguishable from reality to the person. This manipulation of the senses through manipulation of the brain is very likely what happens in False Vision (or in Holy angelic true Visions). Fallen angels could cause this to happen to more than one person at a time, strengthening the deception. And also under the same limited control over the “quantum dice”, fallen angels could cause physical manifestations, even running concurrently with a Vision which seems real. This sort of deception can be very powerful. Dreams could be explained much in the same way, but the same sort of thing occurring while the person is asleep and dreaming.

Besides all of this, there is one more thing which is miraculous that fallen angels do, which modern science allows for in a specific way. That is time perception manipulation.

Luke 4:5 “And the devil, taking him up into an high mountain, shewed unto him all the kingdoms of the world in a moment of time.”

This case of Satan likely causing Jesus Christ to have a Vision, as mentioned in the Bible, was likely at least hours in less than 1 second.

What we are going to cover next is the time perception manipulation abilities of fallen angels, as seen in fallen angelic. I will first be covering the ways time perception manipulation can Not be explained under Modern Science, before I get into the way it can be explained, and Modern Physics allows for this.

As the brain of the victim of a False Vision is an integral part of how fallen angels carry out these Visions, and the memories of these attacks are stored in the brain, then the time perception manipulation aspect of these attacks must be explainable in a way that is consistent and not conflicting with the physical human brain and how it functions. And so any explanation of time perception manipulation must be limited and confined to explanations that do not conflict with the science of the human brain.

If we were to assume that time perception manipulation involves a compacting or compressing of extensive experiences into a short period of time, then this would require the human brain to handle in one second, somewhere from a hundred to a thousand times more information than the brain usually processes in one second. The brain processes information by the firing of neurons.

The only information I could find on neurons firing more rapidly than normal were studies on psychoactive drugs, heroin especially. As people attacked by fallen angels that experience time perception manipulation do not report experiencing a severe heroin-like sensation, this serves as experimental evidence that overly-rapid neuronic firing in the normal passage of time will not work to explain this time perception manipulation.

And as such, time perception manipulation does not involve a compacting or compressing of extensive experiences into a short period of time. The only other option is that these experiences actually do take as much time as subjectively perceived by the person having a fallen angelic Vision, though objective time passage for the rest of the world is much shorter.

A major example for this may be seen in the theory of general relativity. According to relativity, no matter what speed a person moves, time is perceived to pass at the same rate. However, less time will comparatively pass for an accelerated person than for a (relatively) stationary person. Yet either person will feel time passing at the same rate. It could be argued from a theological standpoint that God designed the human brain to need a consistent flow of actual time in order to function correctly, and designed a universe in which time passage would remain consistent, no matter to what speed a human might accelerate.

Because the person's brain is involved in the process of a Vision, yet their body does not go anywhere, many theoretical physics concepts dealing with time would not work to explain how the brain can experience more time while the body experiences less time.

Could general relativity, and time dilation explain how this works? Relativistic Time Dilation would not work, because it would require the body to feel acceleration (or its gravitational equivalent) in comparison to the brain, at over 99% the speed of light. This speed would be necessary to produce a 100 or 1000 seconds to 1 second ratio. This is not what is reported by witnesses of the person under attack's body, that see it does not go anywhere, nor the Biblical account that during Visions people do not go anywhere. So this cannot be the case, aside from the fact that such a thing would likely kill the person.

Could time travel gained by travel to the future, and then the past, explain this extra perceived time?

There is a type of theoretical wormhole, called a CTC, which was once theorized to be able to be used in this way, if many detailed criteria were met. But according to the current consensus of scientists, a CTC would not work for time travel to the future or past. This manner specifically would involve moving a brain to another location in 4d space-time, spending a real amount of time in that other location moving into the future, and then the brain traveling back in time to the same moment it left. Even if this could work without killing the person, a CTC wormhole still would not work for returning the brain to the past, as a CTC will not work for time travel to the past or future. A CTC wormhole will not work for time travel to the future and past for a brain, or a person, or even for a bowling ball, as they cannot be used for time travel in general.

Kip Thorne and Stephen Hawking had an ongoing debate for about 20 years over the subject of time travel into the past, using a CTC wormhole for time travel. The debate, based on their books, seems to have become settled, with Thorne (pro-possibility of time travel) coming to agree with Hawking (anti-possibility of time travel). Here are some highlights:

“Perhaps fortunately for our survival (and that of our mothers), it seems that the laws of physics do not allow such time travel. There seems to be a Chronology Protection Agency that makes the world safe for historians by preventing travel into the past. What seems to happen is that the effects of the uncertainty principle would cause there to be a large amount of radiation if one traveled into the past. This radiation would either warp space-time so much that it would not be possible to go back in time, or it would cause space-time to come to an end in a singularity like the big bang and the big crunch. Either way, our past would be safe from evil-minded persons. The Chronology Protection Hypothesis is supported by some recent calculations that I and other people have done. But the best evidence we have that time travel is not possible, and never will be, is that we have not been invaded by hordes of tourists from the future.”
-Stephen Hawking PhD, Black Holes and Baby Universes Pg. 154 (1994)

“Translating back the viewpoint of an observer at rest in the wormhole (the observer that Kim and I had relied on), Hawking's conjecture meant that the quantum gravity cutoff occurs 10^-95 second before the wormhole becomes a time machine, not 10^-43 second – and by then, according to our calculations, the vacuum fluctuational beam is strong enough, but just barely so, that it might indeed destroy the wormhole.”
-Kip S. Thorne PhD, Black Holes and Time Warps pg. 520 (1994)

“Hawking suspects that the growing beams of vacuum fluctuations is nature's way of enforcing chronology protection: Whenever one tries to make a time machine, and no matter what kind of device one uses in one's attempt (a wormhole, a spinning cylinder, a “cosmic string”, or whatever), just before one's device becomes a time machine, a beam of vacuum fluctuations will circulate through the device and destroy it. Hawking seems ready to bet heavily on this outcome. I am not willing to take the other side in such a bet. I do enjoy taking bets with Hawking, but only bets that I have a reasonable chance of winning. My strong gut feeling is that I would lose this one. My own calculations with Kim, and unpublished calculations that Eanna Flanagan (a student of mine) has done more recently, suggest to me that Hawking is likely to be right. Every time machine is likely to self-destruct (by means of circulating vacuum fluctuations) at the moment one tries to activate it.”
-Kip S. Thorne PhD, Black Holes and Time Warps pg. 521 (1994)

That was all from 1994, but a more recent quote from 2001 shows the issue has generally been settled:

“… Since the sum-over-histories calculations in these backgrounds are mathematically equivalent, one can conclude that the probability of these backgrounds goes to zero as they approach the warping needed for time loops. In other words, the probability of having sufficient warping for a time machine is zero. This supports what I have called the Chronology Protection Conjecture: that the laws of physics conspire to prevent time travel by macroscopic objects .
Although time loops are allowed by the sum over histories, the probabilities are extremely small. Based on the duality arguments I mentioned earlier, I estimate the probability that Kip Thorne could go back and kill his grandfather as less than one in ten with a trillion trillion trillion trillion trillion zeroes after it… As gambling men, Kip and I would bet on odds like that. The trouble is, we can't bet each other because we are now both on the same side .”

-Stephen Hawking PhD, The Universe in a Nutshell, pgs. 152-153 (2001)

One problem with time travel to the past between 2 locations in 4d space-time, is that, put simply, electromagnetic vacuum fluctuations would build up traveling in a loop from the present to the past, an infinite loop, and this would destroy any pathway from the present to the past. Stephen Hawking and Kip Thorne have said, CTC wormholes won't work for time travel.

As such, this is also not a possibility for time perception manipulation during a fallen angel attack, and it can summarily be concluded that peoples' brains do not go anywhere, or time travel. Time gained by traveling to the future, and then the past, is not allowed by physics in any way that would fit this time perception manipulation scenario seen in a fallen angelic Vision.

Biblically, this can be understood in that God created the universe so as to not allow time travel into the past. God controls both sides of the wormhole, and it is God who would make it so electromagnetic vacuum fluctuations in a loop from the wormhole mouths would destroy the wormhole before it could allow for any possible time travel.

God created time, as did Jesus Christ, as all things were created through Him.

Jesus Christ says in Rev 22:13, “I am the Alpha and the Omega, the First and the Last, the Beginning and the End.”

As such God has complete authority over time, and simply does not allow time travel to the past, or the future and then the past again.

None of these theories mentioned will work as an explanation for time perception manipulation caused by fallen angels during False Visions. So then what is going on?

The key verse is Luke 4:5, “And the devil, taking him up into an high mountain, shewed unto him all the kingdoms of the world in a moment of time .”

This verse does not describe time travel to the past. In contrast, this verse describes a long period of time passing during a second, or less than a second. Or another way to say this is that some extra time was perceptually gained by the person, more than the objective passage of time that God controls.This verse describes a long period of time passing during a second, or less than a second. Or another way to say this is that some extra time was perceptually gained by the person, more than the objective passage of time that God controls. So how would a fallen angel do this? How might this work?

The answer is that there is simply more to the dimension of time than we normally think of there being. I believe the Bible sets precedence for this concept, and this is how I would interpret Joshua's Long Day.

Josh 10:12-14
แล้วโยชูวาพูดถึงพระเจ้าในวันที่พระเจ้าทรงมอบ Amorites ขึ้นก่อนที่เด็กของอิสราเอลและเขากล่าวว่าในสายตาของอิสราเอล, Sun, เจ้ายังคงยืนอยู่กับเมืองกิเบโอน; และเจ้าดวงจันทร์ในหุบเขาของ Ajalon และดวงอาทิตย์ยังคงยืนอยู่และดวงจันทร์อยู่จนคนที่มี Avenged ตัวเองเมื่อศัตรูของพวกเขา ไม่ได้เป็นนี้เขียนไว้ในหนังสือของ Jasher หรือไม่? ดังนั้นดวงอาทิตย์ยังคงยืนอยู่ในท่ามกลางสวรรค์และ hasted ที่จะไม่ลงไปประมาณวันหนึ่ง And there was no day like that before it or after it, that the LORD hearkened unto the voice of a man: for the LORD fought for Israel.

I have read several theories to explain how this worked, but here is mine:

When God made the dimension of time, He made it to have both its flow in length, as we normally perceive, and draw as a line, but also to have a width to it, at right angles to its length. This width is normally small and tight like a string. But the width of time is like a stretchy material, like a rubber band, and so if God wants to, God can stretch out the width of time. The width of time is not affected by the 3 dimensions of space, or things like gravity or speed. The length of time is what is referred to in “space-time”, but the width of time exists unaffected by the things that would normally affect the length of time. In other words, the width of time works like a 2 nd dimension to time.

In Joshua's Long Day, it was the width of time that God stretched out, around the surface of the earth, and for the people on the earth. As such the people on earth experienced long time passage in the width of time, during what was a brief moment in the length of time.

I believe that according to physics this is possible. Although the concept of time having a 2 nd dimension of “width” seems to be in its infancy, there is some information to be found on it. The concept which parallels the “width” of time in modern theoretical physics is the concept of “imaginary time”:

“…One of these is that it is easier to do the sum if one deals with histories in what is called imaginary time rather than in ordinary, real time. Imaginary time is a difficult concept to grasp, and it is probably the one that has caused the greatest problems for the readers of my book. I have also been criticized fiercely by philosophers for using imaginary time. How can imaginary time have anything to do with the real universe?
I think these philosophers have not learned the lessons of history. It was once considered obvious that the earth was flat and that the sun went around the earth, yet since the time of Copernicus and Galileo, we have had to adjust to the idea that the earth is round and that it goes around the sun. Similarly, it was long obvious that time went for the same rate for every observer, but since Einstein, we have had to accept that time goes for at different rates for different observers. It also seemed obvious that the universe had a unique history, yet since the discovery of quantum mechanics, we have had to consider the universe as having every possible history. I want to suggest that the idea of imaginary time is something that we will also have to come to accept. It is an intellectual leap of the same order as believing that the world is round. I think that imaginary time will come to seem as natural as a round earth does now. There are not many Flat Earthers left in the educated world.”

-Stephen Hawking, Black Holes and Baby Universe, Pg. 81-82  

Imaginary time is already a commonplace of science fiction. But   it is more than science fiction or a mathematical trick. It is something that shapes the universe we live in.
-Stephen Hawking, Black Holes and Baby Universes, Pg. 83

Though it is a newer concept, it seems that imaginary time shapes the universe we live in. According to physics, what is it like?

You can think of ordinary, real time as a horizontal line, going from left to right. Early times are on the left, and late times are on the right. But you can also consider another direction of time, up and down the page. This is the so-called imaginary direction of time, at right angles to real time.
What is the point of introducing the concept of imaginary time? Why doesn't one just stick to the ordinary, real time that we understand? The reason is that, as noted earlier, matter and energy tend to make space-time curve in on itself. In the real time direction, this inevitably leads to singularities, places where space-time comes to an end. At the singularities, the equations of physics cannot be defined; thus one cannot predict what will happen. But the imaginary time direction is at right angles to real time. This means that it behaves in a similar way to the three directions that correspond to moving in space. The curvature of space-time caused by the matter in the universe can then lead to the three space directions and the imaginary time direction meeting up around the back. They would form a closed surface, like the surface of the earth. The space directions and imaginary time would form a space-time that was closed in on itself, without boundaries or edges. It wouldn't have any point that could be called a beginning or end, any more than the surface of the earth has a beginning or end.

-Stephen Hawking PhD, Black Holes and Baby Universes, Pg 82

“When one tried to unify gravity with quantum mechanics, one had to introduce the idea of “imaginary” time. Imaginary time is indistinguishable from directions in space. If one can go north, one can turn around and head south; equally, if one can go forward in imaginary time, one out to be able to turn round and go backward. This means that there can be no important difference between the forward and backward directions of imaginary time. On the other hand, when one looks at “real” time, there's a very big difference between the forward and backward directions, as we all know.”
-Stephen Hawking PhD, The Illustrated Brief History of Time, Pg 182

Imaginary time does not follow the forward direction of time, but instead forms a closed loop, in which there is no distinguishable forward or backward direction. This concept seems to parallel a stretchy width to time very well. A person experiencing imaginary time could gain time, going around a closed loop on the width of time, and ending up where they started. This would allow time to be gained, and experienced, by the person, without that person moving forward on the length of time, save a moment.

Could the science theory of Imaginary Time, or concept of a Width to Time, explain time perception manipulation in False Visions caused by fallen angels? … Yes.

As I have mentioned before, the Bible calls the angels the “sons of God” in several places, and this may relate to that angels can do many of the same things that God can do, but on a more limited and local basis.

For instance, God can perform miracles, signs and wonders, and Joshua's Long Day was one of these miraculous events. If this analogy holds true in this case, as it has in other cases, then it would make sense that fallen angels may also be able to stretch out the width of time on a limited local basis. The length of time God keeps all authority over, and fallen angels cannot travel it nor stretch it out. But during a Vision the additional time perceived would be from fallen angels stretching out the width of time (not the length of time).

In fallen angelic Vision experiences, this could be visualized as a fallen angel stretching out the width of time around the brain of the person under attack. The person's brain does Not leave their body, nor move forwards and backwards along the length of time. But the person does experience a gain of time from the period in which the width of time is stretched out around their brain. This allows for a gain of perceived passage of time in a Vision, and would allow for a couple minutes to or even a couple hours to be perceived to pass in a moment, or second.

This scenario would allow the brain to function at its normal speed, with decision making processes working as they normally do in the brain-mind-soul-spirit connection. This would also allow for memories to be stored in the brain according to the normal way the brain functions.

And so this is how I would explain fallen angels accomplish time perception manipulation during Visions. Modern Physics seems to somewhat allow for this, especially angels might be able to do this under the explanation of if they were extra-dimensional in 6-7 extra dimensions, they might be able to access a second dimension of time as well. In any case, this explanation of stretching the width of time around the brain of the person would work to explain time perception manipulation in Visions.

I find a good analogy to conceptualize an extra dimension or dimensions is the green code in the Matrix movie. Like the agents in the Matrix movie, fallen angels can alter the “code” (“quantum dice”) to change what is there and alter the green code inside a person's mind, to change what the person perceives, through their brain.

As such I often try to represent the aspects of Fallen angelic False Visions using Matrix imagery. I use a red sphere of code to represent the invisible extra-dimensional or spiritual realm fallen angel.

As an example, this is a close up of a fallen-angel-caused vision of an “alien abduction”. Remember that the entire vision, all 3 aliens, and the setting, are all caused by 1 fallen angel. In this example, the red ball below contains a person standing in a room with 3 aliens, near a table, in a defensive posture against the aliens. That is how the person having this Vision experiences themself to be, and it seems real to them, though a Vision.

What this represents is that because of a fallen angel, the neurons in the person's brain are firing in such as way that their perceptions have been altered. As the person perceives their surroundings through their brain, which is the hub and gateway to all the physical senses, the true green reality has been blocked out either fully or partially, and the person perceives what is going on in the red sphere, which is the fallen angel attacking. Their brain being able to send signals of sensing the green reality around them has been blocked, and instead the deceptive red signals of the fallen angel is what is getting through to their brain. In the most extreme case, this can mean the person may perceived being touched, when they are not, smell things, see things, etc. which seem entirely physically real, but are not. These physically sensations can be of things which are external to the body, or internal to the body (such as John's stomach ache in Revelation).

Because of brain-sensory-hacking abilities of fallen angels seen in False Visions, which can seem completely physical, it can be difficult to be able to tell with certainty that an actual purely physical manifestation of a fallen angel has occurred. Perhaps one example is that of fallen angels manifesting as UFOs (or whatever) in which pictures or video-recording have been taken. But keep in mind, when fallen angels do physically manifest, it may only be on a very limited and partial basis. One example is the audio-recordings made of ghosts, which if not hoaxes, only show a physical manifestation of the air vibrating so as to produce a recordable sound. That is all that could be proven to have occurred, at most, when nothing was taken along the lines of a picture. Even at that, it is possible that a physical manifestation in some cases was limited to only a direct altering of the film or recording device, whether pictures of ghosts or UFOs, video film, or audio recordings.

In conclusion, Science and Modern Physics seems to allow for the miraculous and miracles, whether caused by God, Holy angels or fallen angels.

For Christians, the Bible does establish the kinds of things that fallen angels can do. Taking the Bible as the authoritative Word of God, on faith, there really is no need to question that fallen angels have these abilities. The Bible says fallen angels have these abilities, both of whatever degree of physical effects, and causing False Visions and dreams. Bible-believing Christians should be able to accept that, whether modern science has caught up to the Truth of the Word of God, or not. But the hope with this piece is that you can understand that Science and the Bible do not conflict, as science actually allows for the miraculous to occur, as is recorded in the Bible and seen in miracles God still works today. And as also seen in the false signs and wonders that happen today, caused by fallen angels. Theories in Science are always changing, in a progressive accumulation of knowledge: they are not truth. Where the Bible and science seem to contradict, I believe the Bible should always be deferred to as Correct and Truth, no matter what science teaches or scientists say.

I've touched on topics involved with big bang theory, quantum mechanics, black holes, worm holes, extra dimensions, and string theory.

But I agree with what Russell Grigg, from CMI-Australia has to say on this:

“It has truly been said that Christians married in their thinking to today's science (eg big bang, ten dimensions, etc.) will be widowed tomorrow.”
-Russell M. Grigg M.Sc. (Hons.), Creationist Chemist and Missionary
www.creation.com
CMI–Australia

That being said, I'm not entirely convinced about any of these theoretical science theories, and my intent here has not been to convince anyone of them. But rather, the aim of this was to use Modern Physics theories to show that science does not contradict or in any way disallow what that Bible teaches is true. The main point of doing this is to show that science does not preclude the existence of miracles of God and of holy angels, and also the false miraculous done by fallen angels. But rather I believe modern science actually completely allows for miracles, and for fallen angels, and their Biblically described abilities.

Rather than prove this seemingly supernatural activity is impossible, science actually completely allows for all of this to be possible… Modern physics shows that God created the universe to leave room for the miraculous to occur, without violating the laws of physics that He set up and maintains.

In any case, God is infinitely dimensional, without any question, having created all dimensions and everything in them, and as we know, God, in His three persons, can do anything and is All-powerful.

A fallen angel is more powerful than a human. But Jesus Christ is the Son of God, fully God and fully man, and also infinitely dimensional. So Jesus Christ is more powerful than any fallen angel, and even more powerful than all fallen angels combined. This is just another way of looking at what we already know, that Jesus Christ is seated at the right hand of God, with all power, above every other power, principality, authority, above every angel, Holy or fallen.

Angels can only be in one place at once, as we see in Daniel 10. And angels were created by God, as Genesis says,
“God created the heavens and the earth and all the host of them”.

But Jesus Christ is the fullness of the Godhead in human form, and Jesus Christ said “before Abraham was, I AM” , and John tells us “All things were made by him; and without him was not any thing made that was made” , showing Jesus Christ's infinite dimensionality as the Son of God.

And the Bible tells us in Acts 4:10-12 ,
Be it known unto you all, and to all the people of Israel, that by the name of Jesus Christ of Nazareth, whom ye crucified, whom God raised from the dead, [even] by him doth this man stand here before you whole. This is the stone which was set at nought of you builders, which is become the head of the corner. Neither is there salvation in any other: for there is none other name under heaven given among men, whereby we must be saved.

And we see this in that supernatural harassment and attacks stop in the name and authority of Jesus Christ. Jesus Christ can and does help those who call out to Him for His help, who have faith in Him and believe upon the power of His Name. So Jesus Christ is more powerful than fallen angels, in whatever form they take, no matter how powerful they seem, Jesus Christ is more powerful.