This page has been translated from English

ปีศาจและ Nephilim

บทที่ 4 -- ปีศาจ

ตอนนี้เรามีเทวดาคุ้มครองลดลงเราจะให้ครอบคลุมถึงปีศาจ บางคนคิดว่าเป็นปีศาจ Fallen Angels แต่พระคัมภีร์ซ้ำแสดงให้เห็นว่ามีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างพวกเขา

ทูตสวรรค์ที่ลดลงจะเรียกว่า"บุตรของพระเจ้าพระเจ้าอำนาจ principalities, เจ้าหน้าที่อาณาจักรโฮสต์ของสวรรค์" แองเจิลโดยทั่วไปจะแสดงซ้ำ ๆ เพื่อทำให้เกิดความฝันและวิสัยทัศน์ที่พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและส่งข้อความมาจากพระเจ้า พวกเขายังปรากฏอยู่ในร่างกายเป็นวิธีที่มองเหมือนคนและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนด้วยวิธีนี้จะถูกมองว่าเป็นมีร่างกาย ของมลาอิกะลดลงก็จะทำให้ชัดเจนว่าจะมีวิธีการบางอย่างหนึ่งควรตำหนิพวกเขาคือการขอให้พระเจ้าที่จะทำและไม่ทำเช่นนั้นเป็นการส่วนตัว

"เช่นเดียวกันนอกจากนี้ยังมีเหล่านี้ทำให้ด่างพร้อย [ลามก] Dreamers เนื้อหนัง, ชังอำนาจและพูดความชั่วร้ายของ dignities แต่ไมเคิลหัวหน้าทูตสวรรค์เมื่อ contending กับปีศาจเขาโต้เถียงเกี่ยวกับร่างกายของโมเสสที่ DURST ไม่นำข้อกล่าวหากับเขาคับแค้นใจ แต่กล่าวว่าเจ้าพระเจ้าตำหนิ."Jude 1:8-9

"แต่ส่วนใหญ่พวกเขาว่าเดินหลังจากที่เนื้อในตัณหาของความไม่สะอาดและชังรัฐบาล เกรงใจ [พวกเขาจะ], selfwilled พวกเขาจะไม่กลัวที่จะพูดความชั่วร้ายของ dignities ในขณะที่มลาอิกะที่มีมากขึ้นในการใช้พลังงานและอาจนำความคับแค้นใจไม่ได้ข้อกล่าวหากับพวกเขาต่อพระพักตร์พระเจ้า"2. สัตว์เลี้ยง 2:10-11

และพระเยซูเองให้เราเป็นตัวอย่างของการต่อต้านซาตานเป็นทูตสวรรค์ที่ลดลงโดยการใช้พระคัมภีร์ในแมตต์ 4 และลูกา 4

ในมืออื่น ๆ , Demons มักจะเรียกว่า"ชั่วร้ายโสมม, วิญญาณชั่วร้าย"และมักจะมีการกล่าวถึงในความสัมพันธ์กับคนที่มี demonized และปีศาจที่พูดผ่านบุคคลที่ ปีศาจจะไม่ปรากฏในรูปแบบที่ร่างกายตัวเอง แต่การปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาเสมอที่เกี่ยวข้องกับร่างกายของคนหรือสัตว์ที่พวกเขาจะทำงานผ่าน พระเยซูทรงที่ชัดเจนว่าบรรดาผู้ศรัทธาได้รับอำนาจโดยพระเยซูที่จะโยนปีศาจออกมาในชื่อของพระองค์

Matt 10:1 "และเมื่อเขาเรียกว่าแก่ [เขา] สิบสองสาวกของเขาเขาให้พวกเขามีอำนาจ [กับ] วิญญาณที่ไม่สะอาด, ที่จะโยนพวกเขาออกและการรักษาลักษณะของการเจ็บป่วยและลักษณะของโรคทั้งหมด."Matt 10:01

Luke 10:17,20 "จากนั้นเจ็ดสิบกลับมาพร้อมกับความสุขว่า"พระเจ้าปีศาจแม้จะอยู่ภายใต้เราในชื่อของคุณ ... แต่ไม่ได้ชื่นชมยินดีในนี้ว่าวิญญาณจะอยู่ภายใต้คุณ แต่ชื่นชมยินดีที่ชื่อของคุณจะถูกบันทึกไว้ในสวรรค์." ลูกา 10:17,20

"และนี้เธอเป็นเวลาหลายวัน แต่พอถูกเสียใจเปิดและกล่าวถึงจิตวิญญาณของฉันสั่งเจ้าในชื่อของพระเยซูคริสต์จะออกมาจากเธอ และเขาก็ออกมาในชั่วโมงเดียวกัน."กิจการ 16:18

มีความแตกต่างในทางปฏิบัติที่สำคัญในวิธีการที่เราจะบอกทางจิตวิญญาณในการต่อสู้กับปีศาจเมื่อเทียบกับมลาอิกะลดลงเป็นคริสเตียนจะมี เราจะให้คำแนะนำที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละ มีความสำคัญในทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องในความเข้าใจที่ว่าปีศาจและเทวดาลดลงจะไม่เหมือนกันและเรามีคำแนะนำสำหรับวิธีการที่แตกต่างกันเรามีการปฏิบัติสงครามฝ่ายวิญญาณกับแต่ละของพวกเขาคือ ระหว่างนี้และเงื่อนไขที่แตกต่างกันที่ใช้อ้างถึงในแต่ละครั้งและคำอธิบายที่แตกต่างกันของวิธีการที่พวกเขาแต่ละโต้ตอบกับหรือโจมตีคนก็กลายเป็นปีศาจที่ชัดเจนว่าจะไม่ได้สิ่งมีชีวิตที่เช่นเดียวกับ Fallen Angels

เรารู้ว่าทูตสวรรค์ทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นมาในวันแรกของการสร้างและจะเรียกว่าโฮสต์ของสวรรค์และในตอนท้ายของวันที่ 6 ที่พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าสร้างเสร็จชั้นฟ้าและแผ่นดินและทุกครอบครัวของพวกเขา แต่ปีศาจที่จะไม่เรียกว่าโฮสต์ของสวรรค์ยาวซึ่งมักจะหมายถึงทูตสวรรค์จึงไม่สามารถสันนิษฐานปีศาจที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมกับทูตสวรรค์

เพื่อให้เข้าใจถึงที่มาจากปีศาจที่เราจะต้องทำความเข้าใจกับสิ่งไม่กี่แรกที่เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์และเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของมนุษย์

พระเยซูคริสต์เป็นเพียงลูกชายให้กำเนิดแก่เจ้าจากพระเจ้าและพระคัมภีร์สอนเขาทั้งสองคนอย่างเต็มที่และเต็มพระเจ้า พระเยซูคริสต์ได้รู้สึกโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เป็นพระเจ้าและพระบิดาของพระเยซูคือพระเจ้าพระบิดาและพระเยซูคริสต์ในขณะที่พระบุตรของพระเจ้ายังเป็นพระเจ้าพระองค์เอง แต่พระเยซูคริสต์ก็ยังเป็นลูกชายของพระนางมารีย์เป็นผู้หญิงของมนุษย์และพระเยซูคริสต์ยังเป็นมนุษย์ของมนุษย์

คือพระเยซูคริสต์ครึ่งมนุษย์ครึ่งทางร่างกายและพระเจ้าทางร่างกาย? พระเจ้าพระบิดาทรงเป็นพระวิญญาณและพระวิญญาณบริสุทธิ์คือจิตวิญญาณ

"พระเจ้า [เป็น] วิญญาณและพวกเขาที่นมัสการพระองค์ต้องนมัสการ [เขา] ในจิตวิญญาณและความจริง."ยน 4:24

Luke 24:39 "ดูเถิดมือและเท้าของฉันฉันว่ามันเป็นตัวผมเอง : จับผมและเห็น; สำหรับวิญญาณที่ทรงเนื้อและกระดูกไม่ได้เป็นเจ้าเห็นฉันมี."ลูกา 24:39

ในฐานะที่เป็นพระเจ้าพระบิดาทรงเป็นพระวิญญาณที่เขาไม่ได้มีร่างกายที่ทำจากเนื้อหนังและกระดูกโดยที่พระเยซูอาจจะครึ่งทางของพระเจ้าในร่างกายของเขา ในความเป็นจริงเยซูคริสต์ทรงเป็น"ภาพที่มองไม่เห็นของพระเจ้า"(Col 1:15) และดังนั้นจึงสามารถจะแย้งพระเยซูคริสต์เป็นเพียงคนเดียวของพระเจ้าที่มีร่างกาย

แต่มันเป็นที่ชัดเจนว่าพระเยซู partook มากที่สุดเท่าที่มนุษย์ในเนื้อหนังและเลือดใด ๆ :

Heb 2:14 "เนื่องด้วยแล้วเป็นเด็กที่มี partakers จากเนื้อหนังและเลือดนอกจากนี้เขายังเอาตัวเองเช่นเดียวกันส่วนหนึ่งของการเดียวกันที่ผ่านการตายของเขาอาจจะทำลายเขาที่มีอำนาจของการตายที่เป็นมาร"ฮีบรู 2:14

ซึ่งหมายความว่าพระเยซูมีร่างกายที่ได้รับอย่างเต็มที่เนื้อและเลือดของมนุษย์มากที่สุดเท่าที่มนุษย์คนใดคนปกติ และพระคัมภีร์กล่าวว่าพระเยซูคริสต์มาในเนื้อ (2 ยน 1:7) และเป็นชายคนหนึ่ง (1 ทิม 02:05)

พระเยซูทรงเป็นจิตวิญญาณของมนุษย์หรือจิตวิญญาณและพระองค์คือพระเจ้า? ก็ดูเหมือนว่าจิตวิญญาณของพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า หรือพระเยซูอาจจะถือว่าเป็นครึ่งหนึ่งของพระเจ้าจิตวิญญาณและครึ่งมนุษย์ทางจิตวิญญาณเช่นนี้จะทำให้เขาออกจะน้อยกว่าพระเจ้าจิตวิญญาณอย่างเต็มที่ พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าและมาจากข้างต้นที่มีอยู่นิรันดร์สร้างทุกสิ่ง (ยน 8:23, 8:58, ย 1) และพระคัมภีร์สอนว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่ในทุกความบริบูรณ์ของพระเจ้า แต่ร่างกาย :

Col 2:9 "สำหรับในตัวเขาสถิตอยู่ทุกความบริบูรณ์ของพระเจ้าที่ร่างกาย."Col 02:09

ในความเป็นจริงเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์อย่างเต็มที่อย่างเต็มที่นอกจากนี้ยังเรียกว่า"ยูเนี่ยน Hypostatic"เป็นหลักคำสอนศาสนาคริสต์ที่จำเป็นขั้นพื้นฐานเพื่อความเชื่อของคริสเตียน แต่มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะเข้าใจว่าพระเยซูคริสต์มีร่างกายมนุษย์ได้อย่างเต็มที่เช่นเดียวกับมนุษย์อื่น ๆ แต่พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าอย่างเต็มที่ดังนั้นจึงสามารถเข้าใจได้ว่านี่คือจิตวิญญาณในความรู้สึกและจิตวิญญาณที่พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าอย่างเต็มที่ พระเยซูไม่ได้เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ เมื่อมันมาถึงจิตวิญญาณของเขาหรือ half-man/half-God จิตวิญญาณ แต่จิตวิญญาณของพระองค์เป็นที่ของพระเจ้า

นี้บ่งบอกว่าจิตวิญญาณของพระเยซูถูก แต่เพียงผู้เดียวจากพระเจ้าพระบิดาในการไปถึงการสืบพันธุ์และการปฏิสนธิบริสุทธิ์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี้เป็นที่น่าสนใจเช่นพระคัมภีร์กล่าวว่าพระเยซูคริสต์เป็นเพียงการให้กำเนิดแก่เจ้าลูกชายของพระเจ้าและเป็น"ให้กำเนิดบุตรชื่อ"โดยพระเจ้า

"ผู้ใดที่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์จะเกิดจากพระเจ้าและทรงชอบบรรดาผู้หนึ่งที่พระองค์ที่ให้กำเนิดบุตรชื่อ, ทรงรักเขายังมีที่ให้กำเนิดแก่เจ้าทุกพระองค์."1 ยน 5:01

แต่คำเดียวกันสำหรับ"ให้กำเนิดแก่เจ้า"จะใช้หลายต่อหลายครั้งเกี่ยวกับผู้ชายและเด็กของพวกเขา

Matt 01:02"อับราฮัมให้กำเนิดบุตรชื่ออิสอัคและยาโคบให้กำเนิดบุตรชื่ออิสอัคและยาโคบให้กำเนิดบุตรชื่อยูดาสและพี่น้องของเขา"

ในความเป็นจริงในพระคัมภีร์เดิมเต็มไปด้วยตัวอย่างในการที่บรรพบุรุษของพวกเขาก่อให้เกิดเด็ก แต่มีกรณีที่ไม่มีการก่อให้เกิดของมารดาที่บุตรหลานของตน พระคัมภีร์จึงนำมูลค่าที่ตรา - อั​​กษร, เด็กที่สอนให้เป็นเพียงการให้กำเนิดบุตรชื่อโดยบรรพบุรุษของพวกเขา ในกรณีของพระเยซู, จิตวิญญาณเขาได้อย่างเต็มที่พระเจ้าและให้กำเนิดแก่เจ้าจากพระเจ้าพระบิดาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขาไม่ได้มีจิตวิญญาณครึ่งหนึ่งของมนุษย์และเพื่อให้ดูเหมือนว่าจิตวิญญาณของเขาไม่ได้เป็นส่วนผสม 50/50 ของพระเจ้าพระบิดาและมารดาของจิตวิญญาณมนุษย์ Mary ของพระองค์ แต่พระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้าคือพระเจ้าและของจิตวิญญาณเช่นเดียวกับพระเจ้าพระบิดา

พระคัมภีร์สอนเกี่ยวกับความจริงด้านจิตวิญญาณของการสืบพันธุ์ของมนุษย์?

Let's กลับไปที่จุดเริ่มต้นเมื่อครั้งแรกพระเจ้าอาดัม,

(Gen 2:7) "และพระเจ้าที่เกิดขึ้นมนุษย์ [ของ] ฝุ่นจากพื้นดินและลมหายใจเข้าไปในจมูกหายใจของสิ่งมีชีวิตและจิตวิญญาณของมนุษย์กลายเป็นชีวิต."(Gen 02:07)

เมื่อร่างกายของอาดัมได้รับใน"ลมหายใจของชีวิต"แล้วเขาก็กลายเป็นจิตวิญญาณมีชีวิต ดังนั้นเห็นได้ชัดว่าร่างกายที่แล้วมี"ลมหายใจของชีวิต"เพิ่มลงไปผลในจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตใหม่ คำว่าที่นี่เพื่อ"ชีวิต"คือชี้แจงในพันธสัญญาใหม่

1 โครินธ์ 15:45"และดังนั้นจึงเป็นที่เขียนอาดัมมนุษย์คนแรกได้ถูกทำให้มีชีวิตจิตวิญญาณ; สุดท้ายที่อาดัมถูกทำให้เป็นจิตวิญญาณของการปลุกเร้า."

คำว่าที่นี่เพื่อ"ชีวิต"คือ"จิตใจ"และมันหมายถึง"ชีวิต"และ"วิญญาณ" นอกจากนี้ยังใช้ใน : Matt 10:28"และไม่กลัวพวกเขาที่ฆ่าร่างกาย แต่ไม่สามารถที่จะฆ่าจิตวิญญาณ. แต่เขากลัวที่สามารถทำลายชีวิตและร่างกายอยู่ในนรก"แต่มีความเป็นไป คำที่แตกต่างกันที่ใช้ใน 1 โครินธ์ 15 สำหรับ"วิญญาณ"และที่"pneuma"

นี่คือ"ลมหายใจของชีวิต"ใน Gen 02:07 ซึ่งเป็น"วิญญาณ"ซึ่งจะช่วยให้ชีวิต

"พระวิญญาณของพระเจ้าทรงทำให้ฉันและลมหายใจของผู้ทรงอำนาจทรงให้ฉันชีวิต."งาน 33:4

"ทั้งหมดในขณะที่ลมหายใจของฉัน [เป็น] ในฉันและจิตวิญญาณ (ruach) ของพระเจ้า [เป็น] ในจมูกของฉัน"งาน 27:3

"และพระเจ้าตรัสว่าจิตวิญญาณของฉัน (ruach) จะไม่ได้เสมอกับคนที่มุ่งมั่นเพื่อที่เขายัง [เป็น] เนื้อ :. วันของเขายังต้องเป็นร้อยยี่สิบปี"Gen 06:03

จิตวิญญาณของการใช้ชีวิตในมนุษย์นั้นถูกกำหนดโดยพระเจ้าให้อาดัมใน Gen 02:07 และเป็นจิตวิญญาณของมนุษย์ โดยไม่ต้องมุ่งมั่นในพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณของคนที่เขาไม่ได้มีชีวิต แต่ชายคนนั้นตาย แต่ตราบใดที่พระเจ้าทรงมุ่งมั่นด้วยจิตวิญญาณของมนุษย์ที่มนุษย์อาศัยอยู่ จุดที่ถูกที่มนุษย์มีชีวิตอยู่ถูกที่ถูกผูกติดอยู่กับเขามีจิตวิญญาณที่ว่า"ลมหายใจของชีวิต"ให้ชีวิตเป็นลมหายใจเป็นพระเจ้าอาดัม งานกล่าวว่าลมหายใจของผู้ทรงอำนาจที่มีให้เขามีชีวิต แต่ยังเป็นเวลาเพียงเมื่อพระเจ้าจะถูกบันทึกจะมีลมหายใจชีวิตในคนหนึ่งคนใดคือเมื่อทำพระเจ้าอาดัม พระคัมภีร์เฉพาะระเบียนพระเจ้าที่มีการกระทำเช่นนี้ในครั้งเดียวกับอาดัม ผลงานแสดงเขายังมีลมหายใจของผู้ทรงอำนาจที่ เป็นเช่นนี้ก็จะทำให้รู้สึกว่าอย่างใด"ลมหายใจของชีวิต"คือการสืบทอดและผ่านลงมาผ่านระบบสืบพันธุ์และไม่ผ่านลงมาจากอาดัมผ่านลูก ๆ ของเขาทุกวิธีการงาน วิธีการที่ว่า"ลมหายใจของชีวิต"หรือจิตวิญญาณอาจจะผ่านลงมาผ่านการสืบพันธุ์? พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ทำให้ชีวิต, ให้ชีวิตแก่ร่างกายอยู่ในเลือด,

"สำหรับชีวิตของเนื้อหนังที่ [เป็น] ในเลือด : และฉันได้รับมันให้คุณตามแท่นบูชาเพื่อให้ชดใช้สำหรับจิตวิญญาณของคุณ :. มัน [เป็น] เลือด [ที่] ทรงชดใช้สำหรับวิญญาณ" Lev 17:11

และเรารู้ว่าสิ่งที่ทำให้ชีวิตเป็น"ลมหายใจของชีวิต"หรือ"วิญญาณ" และเพื่อให้"วิญญาณ"หรือ"ลมหายใจของชีวิต"จะต้องอยู่ในเลือด เช่นมีการเชื่อมต่อว่าพระคัมภีร์ที่ทำให้ระหว่าง"ลมหายใจของชีวิต"หรือ"วิญญาณ"และเลือดของร่างกายที่เป็น เป็นที่เข้าใจว่าเด็กที่จะเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมทางร่างกายจากผู้ปกครองทั้งในกระบวนการของการสืบพันธุ์ บางทีว่า"ลมหายใจของชีวิต"จะเชื่อมโยงกับผลงานของพ่อในการทำสำเนา

พระเจ้าระบุว่าคนที่ทำซ้ำผ่านการคูณกล่าวว่า"ได้ผลสำเร็จและคูณ"(Gen 1:28)

คูณคืออะไร? พระเจ้าจริงแสดงให้เห็นถึงการคูณสำหรับเราโดยวิธีการที่พระเจ้าทรงสร้างอีฟจากชิ้นส่วนเพียงเล็กน้อยซี่โครงนำมาจากอาดัม (ซี่โครงตัวเองที่มีเลือดในไขกระดูกและชีวิตของร่างกายที่อยู่ในเลือด.)

"และพระเจ้าที่เกิดจากการนอนหลับลึกที่จะตกอยู่กับอาดัมและเขานอน : และเขาได้เอาหนึ่งของซี่โครงของเขาและปิดเนื้อแทนดังกล่าว; และกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้นำมาจากคนที่ทำเขา หญิงและนำเธอไปสู่มนุษย์."Gen 2:21-22

พระเจ้าจะไม่ถูกบันทึกจะมีจิตวิญญาณของลมหายใจลมหายใจของสิ่งมีชีวิตที่เป็นวันในการสั่งซื้อสำหรับเธอที่จะกลายเป็นจิตวิญญาณที่อาศัยอยู่ พระเจ้าทรงเป็นพระหรือไม่ที่จะมีการบันทึกซ้ำกระบวนการนี​​้กับ Cain, Abel, Seth, หรือใด ๆ ของเด็กของพวกเขา ลมหายใจของพระเจ้าจิตวิญญาณของชีวิตในอาดัมที่กลายเป็นจิตวิญญาณชีวิตและพระเจ้าจะถูกบันทึกให้มีการกระทำเช่นนี้เพียงครั้งเดียวกับอาดัม จากนั้นอาดัมมีจิตวิญญาณและจิตวิญญาณและมีชีวิตอยู่ เห็นได้ชัดว่าอีฟและเด็กของอาดัมมีชีวิตอยู่และมีจิตวิญญาณที่อาศัยอยู่ยังแม้ว่าไม่มีการบันทึกเป็นของพระเจ้าที่มีลมหายใจลมหายใจของสิ่งมีชีวิตในพวกเขา ผลงานรัฐที่ลมหายใจของผู้ทรงอำนาจที่มีให้เขามีชีวิต ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าใส่ลมหายใจของชีวิตจิตวิญญาณลงไปในอาดัมและจิตวิญญาณอย่างใดนี้คือคูณเพื่อให้ทุกคนอื่น ๆ จากอาดัม ไม่ว่าจะโดยกระดูกซี่โครงของอาดัมในกรณีของอีฟหรือผ่านการสืบพันธุ์กับเด็กซึ่งพระคัมภีร์เรียกว่า"คูณ"ของพวกเขาดูเหมือนว่าทุกคนถูกส่งลงลมหายใจของชีวิตจากอาดัม

ดังนั้นมันทำให้รู้สึกว่าเมื่อพระเจ้าทรงสร้างเอวาพระองค์คูณไม่เพียง แต่ร่างกายของเธอออกจากร่างกายของอาดัม แต่ที่ยังคูณพระเจ้าจิตวิญญาณของเธอจากจิตวิญญาณของอาดัม เช่นเมล็ดพันธุ์ที่เติบโต และจากนั้นเธอก็กลายเป็นจิตวิญญาณของแต่ละคนที่อาศัยอยู่เช่นกันเธอมีร่างกายและจิตวิญญาณ (ลมหายใจของชีวิต) ซึ่งตั้งอยู่ในเลือด และนี่คือทั้งหมดที่ผ่านกระบวนการของการ"คูณ"

เป็นเช่นวันที่ถูกคูณจากอาดัมในร่างกายและจิตวิญญาณแล้วจิตวิญญาณของตัวเองกลายเป็นที่อยู่อาศัย พระเจ้าทรงนี้กับอีฟเอง แต่จากจุดที่บนสิ่งเดียวกันจะเกิดขึ้นกับอาดัมและอีฟคูณจะมีลูกผ่านกระบวนการตั้งค่าตามธรรมชาติของพระเจ้าในสถานที่ ซึ่งหมายความว่าในระหว่างการสืบพันธุ์ของจิตวิญญาณใหม่, ลมหายใจของชีวิตที่เด็กแต่ละคนมีจะคูณและเติบโตขึ้นจากเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ของจิตวิญญาณหรือ"ลมหายใจของชีวิต"ของคนรุ่นก่อน

นี้ไม่ได้คัดค้านว่าพระเจ้าที่รูปแบบที่แต่ละคนในมดลูก (เป็น 44:2,24) แต่ประเด็นก็คือว่าวัสดุก่อสร้าง, เมล็ด, มีอยู่แล้วในสถานที่สำหรับพระเจ้าที่จะสร้างจากไม่เพียง แต่ในการไปถึงการคูณ ร่างกายใหม่ แต่คูณเป็นวิญญาณใหม่เช่นกัน เด็กทุกคนจะถูกคูณจากสิ่งที่มีอยู่แล้วในบิดาหรือมารดา

ที่ร่างกายและจิตวิญญาณ (ใจอารมณ์จะ) ของแม่ที่มีการสืบทอดลักษณะนิสัยของเด็กที่เห็นได้ชัดคือเด็กที่มีลักษณะเหมือนมารดาของพวกเขา, มีลักษณะทางจิตวิทยาเช่นมารดา, ปัญญาของมารดา ฯลฯ ของพวกเขาและเพื่อให้เรารู้ว่า ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณของแม่มีส่วนช่วยให้ร่างกายและจิตวิญญาณ (ใจ / จะอารมณ์ /) ของเด็ก ทั้งมารดาและจิตวิญญาณของพ่อและร่างกายมีส่วนร่วมในกระบวนการการคูณในรูปแบบเด็กและนี้เป็นที่ชัดเจนเป็นเด็กที่ดูเหมือนว่าทั้งบิดาและมารดา แต่ละจำนวนเท่ากับของโครโมโซมที่จะรวมในแนวคิดสำหรับร่างกายและการเรียงกันของสิ่งที่จะทำให้ความรู้สึกของจิตวิญญาณ (ใจ / จะอารมณ์ /) เช่นกัน

แต่ตอนนี้แยก 50/50 กรณีที่มีจิตวิญญาณของเด็กที่ลมหายใจของสิ่งมีชีวิตที่จริงจะช่วยให้ชีวิตของเด็กและทำให้เด็กที่จะกลายเป็นจิตวิญญาณมีชีวิตที่เป็น? หากทุกอย่างในกระบวนการสืบพันธุ์เป็นแยก 50/50 ระหว่างแม่และพ่อนั้นพระคัมภีร์กล่าวว่าเหตุผลที่เป็นสากลให้กำเนิดบุตรชื่อพ่อของเด็กหรือไม่ หลายคนคิดว่าวิญญาณของเด็กเป็นเงินฝากโดยพระเจ้าในช่วงเวลาของความคิดเช่นเดียวกับพระเจ้าถึงลงมาจากสวรรค์เพิ่มจิตวิญญาณใหม่แต่ละคนลงในเด็ก แต่พระเจ้าทรงบอกว่าเราทำซ้ำโดย"คูณ"ไม่นอกจากนี้ ถ้าวิญญาณของเด็กถูกเพิ่มโดยพระเจ้าหรือคือ 50/50 จากแม่และพ่อพร้อมกับร่างกายของเด็กหรือจิตวิญญาณที่ถูก 50/50 จากแม่และพ่อแล้วมันจะดูเหมือนเคาน์เตอร์ใช้งานที่ง่ายในพระคัมภีร์อยู่เสมอ พูดของเด็กผู้ชายที่ก่อให้เกิด ในความเป็นจริง แต่เพียงผู้เดียวในร่างกายของแม่ที่เติบโตขึ้นในร่างกายของเด็กในการตั้งครรภ์ก็จะทำให้รู้สึกมากขึ้นสำหรับเธอที่จะนำมาซึ่งการกล่าวถึงเด็กที่ทุกสิ่งเป็นเท่ากับ แต่มันเป็นเสมอพ่อที่ begets เด็กและพระเจ้าพระบิดาที่ begot พระเยซูคริสต์ เป็นวิญญาณของเด็ก, ลมหายใจของชีวิตคือสิ่งที่ทำให้เด็กที่จะมีชีวิตและจิตวิญญาณที่อาศัยอยู่แล้วนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่เด็กจะถูกยังมีชีวิตอยู่ ถ้าพ่อคนเดียวที่ถูกเพื่อช่วยจิตวิญญาณให้ชีวิตแก่เด็กที่นี้อาจอธิบายได้ว่าทำไมเด็กเป็นให้กำเนิดบุตรชื่อโดยเฉพาะพ่อของพวกเขา และส่วนผสมสำคัญเพื่อให้เด็กมีชีวิตนอกจากนี้ยังจะสมดุลกับผลงานขนาดใหญ่ของมารดาในการตั้งครรภ์ เพียง แต่แม่สามารถไปถึงการตั้งครรภ์อาจจะเป็นในลักษณะเดียวกับที่พ่อเท่านั้นที่สามารถให้จิตวิญญาณของลมหายใจของชีวิตและนี้คือสิ่งที่มันหมายความว่าบิดาของเด็กที่ begets

มีมากขึ้นในพระคัมภีร์ซึ่งดูเหมือนว่าจะตรวจสอบความคิดนี้คือ"สำหรับคนที่จะไม่ออกจากผู้หญิง แต่ผู้หญิงที่จะออกจากชายคนนั้น. สำหรับเช่นเดียวกับผู้หญิงที่จะออกจากชายคนนั้นในลักษณะนี้ยังมีคนที่ จะผ่านผู้หญิงคนนั้น แต่ทั้งหมดเข้าด้วยกันจากพระเจ้า"1 โครินธ์ 11:8,12.

พระคัมภีร์กล่าวว่าเด็กที่ผ่านมาวันที่เช่นใน"ผ่าน" คำว่าที่นี่"Dia"หมายถึง"การเคลื่อนไหวผ่าน" ความแตกต่างที่จะทำอย่างชัดเจนว่าในขณะที่อีฟมา"ออกจาก"อดัม, ว่าบุตรของเธอ"ผ่าน"ของเธอ และอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีในขณะที่บุตรและธิดามา"ออกจาก"บรรพบุรุษของพวกเขาเด็กทุกคนมีมา"ผ่าน"แม่ของพวกเขาไม่ได้"ออกจาก"ของเธอ ก็ไม่สามารถคลอดทางกายภาพที่เป็นภาษาพูดของที่นี่เป็นที่เห็นได้ชัดเด็กทารกออกมาจากแม่ของพวกเขา ก็ไม่สามารถคูณของร่างกายที่มีการอ้างอิงถึงที่นี่ตามที่เรารู้ว่าร่างกายของเด็กจะคูณจากผู้ปกครองทั้งสองอย่างเท่าเทียมกัน แต่ความแตกต่างดังกล่าวนี้จะต้องอ้างอิงถึงจิตวิญญาณของการคูณ สมัครวันนี้เพื่อที่นี้หมายถึงเด็กของเธอผ่านมาของเธอ แต่เพียงผู้เดียว"ออกจาก"อดัม มันจะต้องมีจิตวิญญาณที่มีการอ้างอิงที่นี่, ลมหายใจของชีวิตเป็นส่วนประกอบสำคัญซึ่งเมื่อเข้ามาอยู่ในร่างกายทำให้เด็กที่จะกลายเป็นจิตวิญญาณที่อยู่อาศัยใหม่

นี้จะแสดงให้เห็นว่าจิตวิญญาณของเด็ก (ชายหรือหญิง) ที่มาเฉพาะจากพ่อของเด็กและจะเพิ่มเป็นทวีคูณจากเขาคนเดียว แต่ในมืออื่น ๆ ของร่างกายและจิตวิญญาณของเด็กได้อย่างชัดเจนมีลักษณะของทั้งสองของพ่อแม่ของเด็ก ถ้าหมายถึงการก่อให้เกิดให้ชีวิตและจิตวิญญาณคือลมหายใจของชีวิตแล้วมันทำให้รู้สึกว่าจิตวิญญาณที่จะมาจากพ่อของเด็กเพราะพระคัมภีร์กล่าวว่าบรรพบุรุษที่ก่อให้เกิดเด็กเพียงอย่างเดียว และในโครงการขนาดใหญ่ของสิ่งที่ถ้าพ่อ แต่เพียงผู้เดียวคือแหล่งที่มาของการคูณสำหรับวิญญาณของเด็กนี้จะสมดุลผลงานขนาดใหญ่ของแม่ใน"คูณ"ของร่างกายของเด็กในการตั้งครรภ์

มีมากขึ้นในพระคัมภีร์เพื่อยืนยันความคิดนี้ ในการรักษาด้วยนี้พระคัมภีร์ที่ยืนยันว่ามันเป็นโดยอดัมเพียงอย่างเดียว (ไม่ EVE) ซึ่งผ่านการบาป / ตายสภาพจิตวิญญาณทั้งหมดของมนุษยชาติ

"ดังนั้นเช่นเดียวกับที่ผ่านบาปคนหนึ่งป้อนเข้าสู่โลกและความตายผ่านบาปและความตายจึงแพร่กระจายไปยังมนุษย์ทุกคนเพราะทุกทำบาปสำหรับบาปจนกฎหมายที่อยู่ในโลก แต่ไม่ได้เป็นบาป imputed เมื่อไม่มี กฎหมาย แต่ตายจากการปกครองของอาดัมจนถึงโมเสสแม้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้ทำบาปในอุปมาของความผิดของอาดัมที่เป็นชนิดของพระองค์เป็นผู้ที่ได้มา แต่ของขวัญฟรีไม่เหมือนการล่วงละเมิด หากโดยการล่วงละเมิดของหนึ่งในหลายเสียชีวิตมากขึ้นไม่พระคุณของพระเจ้าและของที่ระลึกโดยพระคุณของชายคนหนึ่งพระเยซูคริสต์ที่อุดมสมบูรณ์ไปหลายที่ ของขวัญที่ไม่เหมือนที่ผ่านมาเป็นผู้หนึ่งที่ทำบาป; สำหรับในแง่หนึ่งการตัดสินอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นจากการล่วงละเมิดที่เกิดขึ้นในการลงโทษ แต่ในทางกลับอื่น ๆ ที่ของขวัญฟรีเกิดขึ้นจากการละเมิดที่เกิดในหลายเหตุผล หากโดยการล่วงละเมิดของหนึ่งตายปกครองผ่านหนึ่งมากขึ้นผู้ที่ได้รับความอุดมสมบูรณ์ของพระคุณและของที่ระลึกของความชอบธรรมที่จะปกครองในชีวิตผ่านหนึ่งพระเยซูคริสต์ ดังนั้นแล้วเป็นหนึ่งผ่านการล่วงละเมิดมีผลการลงโทษให้กับมนุษย์ทุกแม้เพื่อให้ผ่านการกระทำของความชอบธรรมมีผลทำให้ความมีเหตุผลของชีวิตที่มนุษย์ทุกคน สำหรับเป็นทางหนึ่งไม่เชื่อฟังของมนุษย์จำนวนมากที่ได้ทำคนบาปแม้ผ่านการเชื่อฟังของหนึ่งในหลายจะทำชอบธรรม กฏหมายเข้ามาในเพื่อให้การล่วงละเมิดที่จะเพิ่มขึ้น แต่ที่บาปเพิ่มขึ้นพระคุณ abounded เพิ่มเติมเพื่อให้เป็นบาปปกครองในการตายแม้พระคุณจึงจะขึ้นครองราชย์ผ่านความชอบธรรมในการดำรงชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรารอม"5. :12 - 21 NASB

"สำหรับตั้งแต่โดยคนมาตายโดยคนที่มานอกจากนี้ยังมีการฟื้นคืนพระชนม์ของคนตาย สำหรับเป็นในอาดัมตายทั้งหมดแม้ในพระคริสต์เพื่อให้ทุกชีวิตที่จะทำ และดังนั้นจึงเป็นที่เขียนอาดัมมนุษย์คนแรกถูกทำให้เป็นจิตวิญญาณที่อาศัยอยู่; ที่อาดัมถูกทำให้เป็นจิตวิญญาณของการปลุกเร้า"1 โครินธ์ 15:21-22, 45.

ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นเมื่ออาดัมกินจากต้นไม้เมื่อดวงตาของเขาถูกเปิดและจิตวิญญาณของเขากลายเป็นอยู่ในสภาพที่ตายแล้ว / บาปที่ส่งผ่านจากเขาคนเดียวที่จะทั้งหมดของมนุษยชาติ พระคัมภีร์ที่ทำให้ชัดเจนว่านี้สภาพจิตวิญญาณมาจากอาดัมคนเดียวและไม่ได้มาจากวันที่ ซึ่งจะทำให้ความรู้สึกมากที่สุดถ้าทั้งหมดของเด็กของเขาถูกคูณ แต่เพียงผู้เดียวจากวิญญาณของเขาเอง ดูเหมือนว่าหลังจากที่เขารับประทานอาหารจากต้นไม้วิญญาณของเขาได้รับคุณสมบัติเหล่านี้ของรัฐตาย / บาปและจิตวิญญาณทั้งหมดของเขาคูณจากเดิมจะได้รับมรดกที่มีคุณภาพเช่นนี้เช่นกัน ทางเดินคู่ขนานเหล่านี้อาดัมและพระเยซูอย่างใกล้ชิด มันเป็นความจริงที่ผ่านพระเยซูคริสต์อย่างแปลกประหลาด, คริสเตียนทุกคนกลายเป็นวิญญาณที่เกิดอีกครั้งเพื่อชีวิต นี้ตรงกับใกล้ชิดที่สุดกับแนวคิดที่ผ่านการอดัม, ดีเลิศทุกคนเกิดจิตวิญญาณไปสู่​​ความตาย ในลักษณะเดียวกับที่อาดัมคนเดียวในทั้งหมดที่ตายจิตวิญญาณทั้งหมดจะทำมีชีวิตอยู่วิญญาณโดยพระเยซูคริสต์เพียงอย่างเดียวผ่านการเกิดใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

และเพื่อให้มีจุดข้อสรุปหลายอย่างที่พระคัมภีร์ที่ดูเหมือนว่าจะทำให้มนุษย์เกี่ยวกับวิธีการทำซ้ำโดยการคูณซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันของพระเยซูคริสต์เป็น ถ้าคูณมนุษย์ถูกจัดตั้งขึ้นโดยพระเจ้าเพื่อให้จิตวิญญาณของมารดาที่ไม่ได้เป็นคูณเพื่อให้เด็กในส่วนหนึ่งส่วนใดแล้วนี้จะช่วยให้การของพระเยซูคริสต์จะได้รับอย่างเต็มที่พระเจ้าจิตวิญญาณจิตวิญญาณของเขาถูกให้กำเนิดแก่เจ้าเพียงผู้เดียวโดยพระเจ้าพระบิดา คำสอนบางดูเหมือนจะยืนยันว่าวิธีการที่พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าอย่างเต็มที่และเต็มมนุษย์เป็นลึกลับ แต่การเรียนการสอนที่นี่จะช่วยให้การของพระเยซูคริสต์จะได้รับพระเจ้าจิตวิญญาณอย่างเต็มที่โดยไม่มีอะไรต้องเกิดขึ้นในการทำสำเนาที่ละเมิดการที่พระเจ้าทรงตั้งค่าการคูณของมนุษย์ในการทำงานในการเริ่มต้น การเรียนการสอนนี้จะทำให้ลักษณะทางจิตวิญญาณของพระเจ้าอย่างเต็มที่ของพระเยซูคริสต์จะสมบูรณ์สอดคล้องกับกระบวนการของการสืบพันธุ์ที่ผ่านการคูณที่พระเจ้าตั้งค่าเดิม

ถ้าทุกคนได้รับจิตวิญญาณของพวกเขาเป็นคูณเพียงอย่างเดียวจากจิตวิญญาณของพ่อของพวกเขาจากนั้นพระเยซูคริสต์อย่างเต็มที่พระเจ้าจะทำงานได้โดยไม่มีความขัดแย้ง แต่ถ้าจิตวิญญาณของแม่ที่ถูกคูณยังอยู่ในชุดที่จะเติบโตวิญญาณของเด็กแล้วนี้อาจจะแย้งว่าจะได้รับที่อัตราต่อรองกับพระเยซูเจ้าอย่างเต็มที่พระเจ้าจิตวิญญาณ เขาไม่ได้เป็นครึ่งมนุษย์ทางจิตวิญญาณ แต่จิตวิญญาณของพระเจ้าอย่างเต็มที่ พระเยซูก็ไม่ได้ครึ่งมนุษย์ครึ่งหนึ่งของจิตวิญญาณและพระเจ้าจิตวิญญาณที่มีผลงานจากแม่ของเขาแมรี่ที่มีผลต่อจิตวิญญาณของเขาเต็มพระเจ้า - Ness แต่พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าอย่างเต็มที่ นี้สายกับจิตวิญญาณของเด็กที่จะมาถึง แต่เพียงผู้เดียวจากวิญญาณของพระบิดา

ในเวลาเดียวกัน, พระเยซูทรงเป็นมนุษย์อย่างเต็มที่ในร่างกายของเขาได้รับทั้งจากแม่ของเขา ... และขัดแย้งจากพระองค์ ... เป็นเขาเป็นภาพของพระเจ้าที่มองไม่เห็น

"เป็นภาพของพระเจ้าที่มองไม่เห็น, หัวปีของสิ่งมีชีวิตทุกครั้งที่ใคร"(Col 1:15)

ผลงาน 50/50 ของร่างกายของพระเยซูจากพระเจ้าพระบิดาและจาก Mary, เท่านั้นที่สามารถเข้าใจในสิ่งที่พระเยซูคริสต์เป็นนิรันดร์และมักจะถูก ... ดังนั้นพิมพ์เขียวร่างกายของพระองค์มาจากบิดาของพระองค์ นี้ไม่ได้หมายในการที่พระเยซูทรงเป็นพระบิดาของพระองค์เป็นที่จะขัดแย้งกับที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของพระองค์และฉันไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่นและไม่ทำให้พ่มาบรรทัดของบุคคลในพระผู้เป็นเจ้าหรือทรีนีตี้ แต่สิ่งที่ฉันหมายถึงคือความจริงที่พบในพระเยซูตรัสนั้น

"ก่อนที่อับราฮัมเป็นฉัน"ในว่าพระเยซูคริสต์เป็นนิรันดร์เสมอเป็นและจะเป็นพระเจ้าและที่นี่เขาทำก่อนที่เวลาตัวเอง, Paradox ที่แก้ไขได้เท่านั้นโดยพระเยซูคริสต์นิรันดร์ที่มีอยู่ Col 1:15 ยังหมายถึงการที่เราทุกคนได้ทำในรูปของพระเจ้าซึ่งหมายความว่าเราทุกคนได้ทำในรูปของพระเยซูคริสต์จากจุดเริ่มต้น เขามักจะถูก

ร่างกายของเด็กที่มาจากเป็นคูณจากทั้งมารดาและบิดาที่เห็นในอาดัมและอีฟ และร่างกายเป็น แต่เพียงผู้เดียวที่ปลูกโดยมารดาในการตั้งครรภ์ แต่ในเวลาเดียวกันจิตวิญญาณของลมหายใจของชีวิตของเด็กที่จะเพิ่มเป็นทวีคูณ แต่เพียงผู้เดียวจากจิตวิญญาณของพ่อของเด็ก นี้น่าจะเป็นคำนิยามของ"การก่อให้เกิดการ" และจิตวิญญาณของเด็กจึงสืบทอดคุณภาพของจิตวิญญาณของพระบิดาเช่นตัวอย่างของธรรมชาติของจิตวิญญาณบาปและผ่านการตายจากอาดัมทั้งหมดของลูก ๆ ของเขา

และดังนั้นจึงดูเหมือนว่าพระคัมภีร์สอนว่าในการคูณร่างกายของเด็กจะถูกครึ่งหนึ่งจากแม่และครึ่งหนึ่งมาจากพ่อ แต่ที่จิตวิญญาณของเด็ก แต่เพียงผู้เดียวจะมาจากพ่อของเด็กซึ่งจะช่วยให้ลมหายใจที่ ของสิ่งมีชีวิตซึ่งจะทำให้เด็กที่จะกลายเป็นจิตวิญญาณที่อยู่อาศัยใหม่

ความเข้าใจนี้จะเป็นกรณีที่มีบัญชีผู้ใช้ในพระคัมภีร์ซึ่ง sticks ออกในการไปถึงที่มาจากปีศาจ มัน sticks ออกเพราะความเข้าใจนี้เกี่ยวกับการคูณของมนุษย์; บัญชีนี้ต้องมีความหมายบางอย่างแปลก

จะกลับไปที่คลื่นแรกของทูตสวรรค์ที่ล้ม"บุตรของพระเจ้า", มลาอิกะร่อซู้ลชนิดที่เหมือนผู้ชาย :

"และได้บังเกิดขึ้นเมื่อคนเริ่มที่จะคูณบนใบหน้าของแผ่นดินและลูกสาวที่เกิดแก่พวกเขาว่าบุตรของพระเจ้าเห็นลูกสาวของคนที่พวกเขา [ถูก] ยุติธรรมและพวกเขาเอาพวกเขาภรรยาของทั้งหมด ซึ่งพวกเขาเลือก และพระเจ้าตรัสว่าจิตวิญญาณของฉันจะไม่ได้เสมอกับคนที่มุ่งมั่นเพื่อที่เขายัง [เป็น] เนื้อ : วันของเขายังต้องเป็นร้อยยี่สิบปีที่ผ่านมา มียักษ์ใหญ่ในแผ่นดินนั้น แต่ในวันนั้นและยังหลังจากที่เมื่อบุตรของพระเจ้ามาในแก่ลูกสาวของผู้ชายและพวกเขาเปลือย [เด็ก] เพื่อพวกเขาที่เดียวกัน [กลายเป็น] วีรบุรุษที่ [ถูก] จากเดิม ผู้ชายของชื่อเสียง."6:1-4 Gen

ที่นี่"บุตรของพระเจ้า"มีเด็กกับผู้หญิงของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราได้กล่าวถึงนี้มีนัยที่น่าสนใจบาง เหล่านี้"บุตรของพระเจ้า"ถูกประเภทของร่อซู้ลของเทวดาที่เป็นสากลจะมีคำอธิบายให้มีลักษณะเหมือนมนุษย์ผู้ชาย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาสามารถที่จะทำซ้ำในรูปแบบที่มีต่อร่างกายของมนุษย์มนุษย์ สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับทูตสวรรค์อีกอย่างหนึ่งคือว่าพวกเขาเป็นวิญญาณที่เป็นอมตะ เด็กของพวกเขาจะมีคำอธิบายที่ได้รับการวีรบุรุษและยักษ์ (Nephilim ในภาษาฮิบ​​รู) พวกเขาจะอธิบายว่าเ​​ป็นผู้ชายและเพื่อให้พวกเขามองมนุษย์ แต่ถูกยักษ์ใหญ่ อะไรจะเกิดขึ้นหากมีมนุษย์ที่กำลังมองหาชายเทวดามีเด็กกับผู้หญิงที่มนุษย์? ถ้านี้เป็นกรณีแล้วผลตามที่อธิบายไว้ที่นี่ผู้ชายยักษ์ถูก

การทำความเข้าใจสิ่งที่เราได้รับความคุ้มครองเกี่ยวกับการคูณก็จะทำให้รู้สึกว่าวิญญาณในลูกหลานเหล่านี้จะมีมา แต่เพียงผู้เดียวจากบรรพบุรุษเหล่านี้มลาอิกะบาปของพวกเขา แต่เทวดาที่มีจิตวิญญาณเป็นอมตะ การใช้อาดัมเป็นตัวอย่างของลักษณะโดยธรรมชาติของจิตวิญญาณผ่านการ แต่เพียงผู้เดียวจากบิดาไปยังเด็กก็จะทำให้รู้สึกว่าลูกหลานของเทวดาเหล่านี้ก็จะมีวิญญาณที่เป็นอมตะและมีวิญญาณของทูตสวรรค์ชนิดมา แต่เพียงผู้เดียวจากบรรพบุรุษของพวกเขาที่ทูตสวรรค์ได้

ในขณะที่ร่างกายของพวกเขาถูกผสมจากแม่ของมนุษย์ของพวกเขาและมนุษย์ที่กำลังมองหาบรรพบุรุษของทูตสวรรค์ เหล่านี้เห็นได้ชัดร่อซู้ลลาอิกะฮ์ที่เหมือนมนุษย์ผู้ชายที่มีจิตวิญญาณของร่างกาย แต่เมื่อการเป็นรูปแบบทางกายภาพร่างกายของพวกเขามีดีเอ็นเอและโครโมโซมที่มีเกือบเหมือนที่ของมนุษย์ ตามที่วิทยาศาสตร์ของพันธุกรรม, DNA และโครโมโซมลดลงครึ่งหนึ่งในผลงานของ 2 ผู้ปกครองจะต้องตรงกับอย่างใกล้ชิดเพื่อให้สามารถรวมกัน ดังนั้นสิ่งที่ดีเอ็นเอและโครโมโซมเหล่านี้เทวดาลดลงจะมีส่วนร่วมที่จะได้รับสวยมากเหมือนกับที่ของมนุษย์มนุษย์ซึ่งทำให้ความรู้สึกมากที่เป็น DNA ของมนุษย์เป็นพิมพ์เขียวที่ใช้ในการทำแบบฟอร์มของร่างกายที่จะภายในของมนุษย์และออก DNA และฟังก์ชั่นข้อมูลของโครโมโซมเป็นพิมพ์เขียวสำหรับร่างกาย แตกต่างกันเล็กน้อยสามารถทำการเปลี่ยนแปลงใหญ่ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิต 2 ความสามารถในการมีลูกหลาน ตัวอย่างเช่นดีเอ็นเอของลิงชิมแปนซีคาดว่าจะประมาณ 95% คล้ายกับที่ของมนุษย์และลิงชิมแพนซีมี 24 คู่โครโมโซมในขณะที่มนุษย์มี 23 แตกต่างกันจะเพียงเรื่องของ 1 ในจำนวนโครโมโซมและ 5% ของ DNA ที่ แต่ร่างกายของมนุษย์และลิงชิมแพนซีจะยังคงแตกต่างกันอย่างมากมายและพวกเขาจะไม่สามารถ intermixing และเพื่อให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่าจำนวนคู่โครโมโซมเหล่านี้เทวดามนุษย์เพศชายกำลังมองหาที่อาจจะ 23, และที่ว่า DNA ของพวกเขามีแนวโน้มที่ 99.9% หรือมากกว่าที่คล้ายกับมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในช่วงเวลานั้น ในความเป็นจริงในปฐมกาลในเรื่องราวของอับราฮัม, คัมภีร์ไบเบิลเรียกร่อซู้ลลาอิกะฮ์ที่เหมือนผู้ชายและกินเหมือนชาย,"ผู้ชาย"ในข้อที่หนึ่งและ"นางฟ้า"เดียวกันในข้ออื่น ดูเหมือนว่าในขณะที่มลาอิกะ Messenger จะในรูปแบบทางกายภาพของร่างกายที่พวกเขาบางครั้งอาจจะเป็นเหมือน"คน"ในร่างกายของพวกเขาได้ลงไปดีเอ็นเอและระดับโครโมโซม (Gen 18:22, 19:1)

ร่างกายมนุษย์มีความเป็นมนุษย์และตายในขณะที่วิญญาณของมนุษย์ในการตายนอนหลับ จะให้ลูกหลานเหล่านี้มีร่างกายเป็นอมตะ? พระเจ้าดูเหมือนว่าจะพูดโดยตรงกับเหล่าเทวดาและภรรยาของมนุษย์ของพวกเขาและบอกพวกเขา,

"จิตวิญญาณของฉันจะไม่ได้เสมอกับคนที่มุ่งมั่นเพื่อที่เขายัง [เป็น] เนื้อ : วันของเขายังต้องเป็นร้อยยี่สิบปี"และเพื่อให้พระคัมภีร์ที่บ่งชี้ว่าลูกหลานยักษ์เหล่านี้ไม่ได้รับความอมตะทางกายภาพในร่างกายของพวกเขา แต่. มากกว่าที่ร่างกายของพวกเขาจะเป็นมนุษย์ ไม่เพียง แต่ที่ แต่ที่เด็กเหล่านี้เพียงอย่างเดียวจะอยู่กับอายุของ 120 นี้ถูกลดลงอย่างมากในอายุการใช้งานเป็นคนจำนวนมากที่ถูกบันทึกจะอยู่ประมาณ 850 ปีโดยเฉลี่ย ข้อจากคำวินิจฉัยของพระเจ้าที่สั้นกว่าอายุขัยที่จะอยู่ในระหว่างข้ออธิบายเทวดาเหล่านี้สละภรรยาและข้อที่บอกของเด็กยักษ์ใหญ่ของพวกเขา เป็นเช่นนั้นดูเหมือนว่าจะชัดเจนว่าพระเจ้ากำลังพูดถึงหลักในการปกครองเหล่านี้เกี่ยวกับเด็กของพวกเขา แต่ยังมีความหมายเกี่ยวกับการพยากรณ์รอง

ยักษ์เด็ก (Nephilim) ดูเหมือนจะมีการสืบทอดคู่ของความผิดปกติจากบรรพบุรุษของพวกเขาเทวดา, แปลกใหม่และลักษณะทางกายภาพ ลักษณะแรกเป็นชีวิต span สั้นเพียง 120 ปีและที่สองคือ gigantism ในร่างกายของพวกเขา Gigantism มีสาเหตุมาจากเนื้องอกสมองต่อมใต้สมองในมนุษย์ในปัจจุบันเป็นหลักมันเกิดจากโรคมะเร็ง ดูเหมือนว่าเห็นได้ชัดว่าการถ่ายทอดทางพันธุกรรมทางกายภาพจากมนุษย์ที่กำลังมองหาบรรพบุรุษของพวกเขาคือเทวดาข้อบกพร่องและไม่สมบูรณ์ แต่ร่างกายของมนุษย์ที่พวกเขาเป็นพวกเขาจะเรียกว่า"ผู้ชาย"

ของหลักสูตรคำแถลงของพระเจ้ามักจะถูกใช้ที่จะมีการนำไปใช้กับทั้งหมดของความเป็นมนุษย์เป็นคำพยากรณ์ที่เป็นหลังจากเวลานี้ที่มีบันทึกว่ามนุษย์มีชีวิตครอบคลุม - สั้นลงไป 120 ปี แต่สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะมีเกิดขึ้นที่นี่, การเชื่อมต่อจุดคือที่ลูกหลานเหล่านี้เป็นคนแรกที่อาศัยอยู่เพียง 120 ปีและจากนั้นแพร่กระจายไปยังส่วนที่เหลือของมนุษยชาตินี้

วิธีนี้อาจเป็นกรณีที่? ก็ดูเหมือนว่าเหล่านี้ยักษ์ใหญ่ (Nephilim) เป็นหลักไม่ได้มีร่างกายมนุษย์แม้ว่าพันธุกรรมของพวกเขาที่เสื่อมสภาพด้วยข้อบกพร่องที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งและยืดอายุสั้นลง แต่พวกเขาจะเรียกว่า"ผู้ชาย"และมีร่างกายมนุษย์ พระเยซูคริสต์อาจจะเป็นเพียงตัวอย่างที่คล้ายกันที่เรามีในพระคัมภีร์ของคนที่มีมนุษย์เป็นแม่และพ่อไม่ใช่มนุษย์ ในฐานะที่เป็นพระเยซูคริสต์เป็นเพียงตัวอย่างในพระคัมภีร์ไบเบิลที่เรามีสิ่งที่คล้ายกันเขาเป็นตัวอย่างที่พระคัมภีร์ไบเบิลเราต้องใช้ พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าอย่างเต็มที่จิตวิญญาณ แต่ร่างกายของเขาคือมนุษย์อย่างเต็มที่ และยังดูเหมือนว่าได้ผลเหมือนกันคือกรณีที่มียักษ์ใหญ่เหล่านี้ (Nephilim), ว่าพวกเขา Fallen Angels ในจิตวิญญาณ แต่พวกเขามีร่างกายมนุษย์ได้อย่างเต็มที่ถึงแม้ว่าพวกเขาที่มีการเสื่อมสภาพทางพันธุกรรม บรรพบุรุษของพวกเขามีวิญญาณ Angel, และร่างกายของเธอและแม่ของพวกเขามีจิตวิญญาณของมนุษย์และร่างกายมนุษย์ แต่พวกเขาดูเหมือนจะมีจิตวิญญาณของบรรพบุรุษของพวกเขา แต่ร่างกายมนุษย์เช่นมารดาของพวกเขา และนี้น่าจะเป็นรูปแบบเดียวกันกับพระเยซูเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณเช่นเดียวกับพระเจ้าพระบิดาของพระองค์ แต่เป็นร่างกายมนุษย์เหมือนแม่มารีย์ของพระองค์และเป็น"คน"

In having the spirits of their fathers (though not their bodies) it would stand to reason that these giants (Nephilim) had immortal spirits. If their physical mortal bodies died after 120 years, it stands to reason that their spirits would have still been immortal and continued living on, without a body. And in the Bible it is the demons who are evil spirits who seem to be looking for bodies to inhabit. And so the most likely origin of the demons in the Bible is that they are the immortal spirits of these dead giants (Nephilim). These are the demon spirits who now roam about, loosed from their dead bodies.

If these giant (Nephilim) offspring had human bodies, then it stands to reason that they also could reproduce with human women. In fact, they would have been a closer physical match with human women than their own fathers. And nothing in these verses indicates that these giants (Nephilim) were sterile. Rather they are called “mighty men of old, men of renown” and so they apparently were famous men, who may have had no problem getting wives. Without a voiced exception, “ men ”are generally able to reproduce.

If these giants (Nephilim) took wives and had children, the same pattern of spiritual inheritance should have also occurred. They would have had children with human bodies, but like their fathers, the spirits of the children would have also been like the fallen angels, and immortal. And so their children would have become demons as well, upon the death of their mortal bodies. There is every reason to think thought that these children could have been either male or female. This would mean that demons today could have at one time had male or female bodies.

This would also mean that a human man could have begat children with the daughter of a giant (Nephilim). If this were to have happened, the children of such a union would have had human spirits from their father, and also had human bodies. However, their bodies would have inherited the traits of genetic deterioration from their mother, leading to a shortened lifespan, cancer, and gigantism. And in this way, with continued intermixing, all of humanity could have come to have a shortened lifespan, and to be at risk for gigantism, and cancer which is the cause of gigantism. Gigantism seems to be a more recessive rare trait, whereas shortened lifespan seems to have been very dominant. This means human spirited people eventually could have had a maternal ancestor who was the daughter of a Nephilim, but themselves not be giants, even if they did have a shortened lifespan.


If this theory is correct on how spiritual heritage and physical heritage works, then seeing that we all live only 120 years today at most, and that people still have gigantism today, and many other sorts of cancers, it can pretty much be concluded that this intermixing is precisely what happened. And so such was the world before the flood.

It should also be noted that this all started taking place “when men began to multiply on the face of the earth, and daughters were born unto them” which would have been even as early as the daughters of Adam. “There were giants in the earth in those days; and also after that” means that there were giants (Nephilim) being born from as early as the time of Adam, all the way up into the days of Noah. This intermixing had a very long time to have a cumulative effect and to become widespread, as this is a span of at least 1650 years (Hebrew) to 2200 years (LXX) before God sent the worldwide Flood.

Why did God send the Flood? The Bible specifies in the very next verse that:

And GOD saw that the wickedness of man [was] great in the earth, and [that] every imagination of the thoughts of his heart [was] only evil continually. And it repented the LORD that he had made man on the earth, and it grieved him at his heart. And the LORD said, I will destroy man whom I have created from the face of the earth; both man, and beast, and the creeping thing, and the fowls of the air; for it repenteth me that I have made them. Gen 6:5-7

These giants (Nephilim) were called “men” in Gen 6:4. God was so grieved by the wickedness of men, which can refer to giants (Nephilim) as well, that God decided to destroy mankind. We know today that demons are evil spirits, and they oppress people with many negative things. They apparently were wicked back then also, back when they had their own mortal bodies, as were all men. It was because of the wickedness of all men, giant (Nephilim) or not (though they were included in this accounting), that God chose to destroy the world. It should be noted that the wickedness of all men was the reason for the Flood, and the stated reason was not the intermixing itself.

If intermixing happened as described above, it may have to do with why God spared Noah. This ties back to the prophecy of Eze 31, which describes a giant tree so tall, and with so many high branches, and boughs, that it outgrew everything else. These giants (Nephilim) are called “men” by the Bible, and so their children were all “men” also. Their bodies would have been human, and so God considered them human. But if you were to take a snapshot picture of the spirits of all the people who looked human living on the earth at that time, and look at it, what would you see? It could be that the vast majority of the population had immortal spirits originally begat of these angels who fathered the giants (Nephilim), while only a small minority of people had the mortal human spirits which were begat originally by Adam. Those with immortal spirits would not sleep in death, but would become what we know today as demons. Looking at the symbolism of Eze 31, it seems possible that humanity was spiritually being out-bred and becoming like an endangered species, though not out-bred physically. Physically there were many who had human bodies, everyone had a human body, but spiritually only a few had human spirits begotten originally from Adam.

“But Noah found favor in the eyes of the LORD. These [are] the generations of Noah: Noah was a just man [and] perfect in his generations , [and] Noah walked with God.” Gen 6:8-9

Noah had a perfect lineage tracing back to Adam, as is recorded in Genesis. Part of why Noah found favor in the eyes of the Lord was because he was a just man. But the other reason that Noah found favor with God was because his spirit was human, and traced back to Adam. One has to wonder just how much pure humanity was left in the world by the time of Noah. God did say that “all flesh” had corrupted His way, and there was violence cause of them.

“And God looked upon the earth, and, behold, it was corrupt; for all flesh had corrupted his way upon the earth. And God said unto Noah, The end of all flesh is come before me; for the earth is filled with violence through them; and, behold, I will destroy them with the earth… And, behold, I, even I, do bring a flood of waters upon the earth, to destroy all flesh, wherein [is] the breath of life, from under heaven; [and] every thing that [is] in the earth shall die.” Gen 6:12-13,17

And so God sent a worldwide Flood, which destroyed all people except for Noah and his family.

“Which sometime were disobedient, when once the longsuffering of God waited in the days of Noah, while the ark was a preparing, wherein few, that is, eight souls were saved by water” 1 Pet 3:20

We can know that Noah was “perfect in his generations” and therefore had a human spirit, seeing his lineage that traced back to Adam. Therefore, his three sons also had human spirits, and so all of humanity that was to follow after the flood would have human spirits also. But apparently while Noah was perfect in his generations, either his wife or daughter-in-laws were not perfect in their generations. The eight souls on the Ark were all human, including Noah's wife and daughters-in-law. Yet the fact that humanity dropped to having 120 year life-spans several generations after the flood, and gigantism showed up in their descendents, shows that not everyone on the Ark was “perfect in their generations”. Only Noah was specified to be.

Many people have thought that the change of shortened life-spans after the flood was due to atmospheric changes. But in fact one Christian creation scientist, Dr. Carl Wieland, has theorized that the loss of longevity could have been caused by genetics.

…“All positions which attempt to explain the 'lifespan drop' in environmental terms have another bit of data to explain, and that is the temporary persistence of longevity after the Flood. Noah was 600 at the time of the Flood, but lived another 350 years afterwards, in the post-flood atmosphere! Even in pre-Flood terms, Noah was already of moderately advanced age. One would presume that, if the post-Flood atmosphere/environment has such devastating effects on us now, then because Noah would have been instantly exposed to these same effects, it should have cut his life short much more rapidly. Actually, only Methuselah and Jared lived longer than Noah”…
“Even though the post-Flood decline is obvious, we see that eight generations after the Flood, people are still living more than twice as long as is common today. It would seem much easier to explain the situation if the change occurred within the makeup of humans, rather than external to them. If our longevity is genetically pre-programmed, then that can explain why Noah still lived for a considerable time after the Flood, regardless of any change in radiation or atmospheric pressure. In other words, he was fulfilling his genetic potential as far as lifespan was concerned (in the absence of accidental death or disease).”…
“I suggest that our ancestors simply possessed genes for greater longevity which caused this 'genetic limit' to human ages to be set at a higher level in the past”…
“If this suggestion has merit as the major (if not the sole) cause of greater pre-Flood ages, then the obvious question is how some of these longevity genes were lost. The human population went through a severe genetic bottleneck at the time of the Flood—only eight individuals. The phenomenon of 'genetic drift' is well-known to be able to account for 'random' selectively neutral changes in gene frequencies (including the loss or 'extinction' of genes from a population) which may be quite rapid. Also, loss of genes is far more likely in a small population.”…
“This brief essay is meant solely as a stimulus to further thought, not as a precise model of events. However, it would seem that an explanation along these lines would be feasible, especially if several genes contributed to such longevity. For this scenario to work Noah's sons and their wives would have to have significant heterozygosity at the relevant gene loci. That this could well have been so is suggested by the age of Shem at death -600, considerably less than that of his father. 'Short-lived' alleles of the relevant genes may always have been present, which would mean that in the pre-Flood world, there would have always been some individuals (homozygous for such alleles) living drastically less than the ages recorded for the patriarchs.”…

Dr. Carl Wieland,

creation.com/decreased-lifespans-have-we-been-looking-in-the-right-place

The idea is that before the flood there were people with genes for longevity, and those with genes for a shorter lifespan. The small population size which survived the flood could have resulted in the gene for longevity being lost, and the gene for a shorter lifespan coming to exclusively dominate the gene pool. If in fact the giants (Nephilim) and their descendents had genes for 120-year life-spans, and these genes were carried on the ark by one of the human women, this would line up perfectly. Noah “was perfect in his generations” and had a human spirit, as would all his descendents, and he had genes for longevity. But it is possible one of the women on the ark had genes for a shortened lifespan, because she, though human, was descended from a son of Adam and a daughter of the giants (Nephilim). And through such a bottleneck effect as proposed above, the shorter-lifespan genes came to dominate the population universally. This is in contrast to the rarer and more recessive genes that cause gigantism, which seem to have cropped up in only a minority of the population after the flood.

It is very important to note that because Noah had a human spirit, so did all of his sons Shem, Ham, and Japheth, and of their descendents. All the people after the flood were therefore human, having human spirits that would sleep in death, and human bodies, even if those bodies had genes that were corrupted by the messenger angel insurgence before the flood. All of the people living after the flood were human, even though eventually all people came to live no more than 120 years, and even though a minority of people after the flood developed gigantism.

However, if this entire theory about how spiritual/physical reproduction and lineage works through multiplication is incorrect, then what does the Bible teach?
Then the Bible simply describes these giants (Nephilim) as being “men”, and there is no Biblical argument to be made (that I have found) which explains what the demons are and where they came from. As such, in the absence of any such Biblical argument, the only thing to assume about the giants (Nephilim) is that they were “men” in every way. And then one would have to conclude that spiritually they were no different than any other human people, despite their angel fathers. One can only make the argument that the giants (Nephilim) became demons with Biblical backing and from Biblical argument if one accepts that the spirit of the child is multiplied from the parents, and at that, begat solely from the child's father.
But if one accepts that the spirit of the child is begat solely by the father of the child, then this also means that if the giants (Nephilim) had daughters (which the bodies of “men” can produce daughters) which a human man could have had a human-spirited child with. Even though such a daughter of a human father and Nephilim-daughter mother would have genetic corruption producing shortened lifespan and/or gigantism, that child would be human spiritually. And if such a female child was on the Ark, this could have led to shortened life-spans and gigantism in humanity after the flood.

One cannot pick and choose which parts of the ramifications of this theory to accept, without ignoring the simple logical implications of the theory. If the Bible teaches that we can know the giants (Nephilim) became demons, based on the spirit of the child coming from the father of the child, then by the same teaching it must be accepted that a human man could have human-spirited human children with a daughter of such giants (Nephilim).

Assuming this theory about multiplication and begetting is wrong then all I could say the Bible, God-breathed Holy Scripture, teaches is:

1 The giants (Nephilim) are called “men” and must be assumed to be have been human in every way, including their spirits, and as such (had they known Christ) would have been redeemable, and could have theoretically been saved by faith in Jesus Christ like any other human.

2 The Bible does not specify where the demons came from, these evil spirits who have no physical body and are not seen in a physical form, but seem to want to get in the bodies of people and animals. It is therefore a great mystery as to when God created the demons and where they came from.

Other teachings are out there which conclude that the demons came from the giants (Nephilim) but these teachings are based upon extra-biblical texts, and not the Bible. But the above 2 points are the only things that can be found in the Bible, or argued from the Bible, unless this theory about the spirit of the child being multiplied and begat by the spirit of the father, etc. is accepted as correct.

Some teachings out there include ideas that the giants after the flood were also Nephilim, and must have been caused by a second incursion of fallen angels interbreeding with human women, which I believe is incorrect. No such event is recorded in the Bible after the flood. God saw fit to record the first incursion of the “sons of God” in the Bible, so we would know what had happened, and so there is every reason to think that God would have told us about a second incursion also. The idea that God has hidden this knowledge makes God seem inconsistent, as He was forthright about telling us about the first incursion. There is no Biblical reason to think there was a second incursion of interbreeding of fallen angels with human women. The gigantism after the flood and the shortened life-spans both can be traced back to the first incursion which God is forthright about in His Word. It is also obvious that neither shortened life-span nor gigantism should be taken as proof positive that anyone living after the flood was a “Nephilim”, up to and including today. Humans have had gigantism since the flood, as is recorded in the Bible, and humans have had life-spans shortened to 120 years since the flood, as it recorded in the Bible.

Additionally Ezekiel 31, speaking of these Gen 6 events, and the imprisonment of these fallen angels who begat the giants (Nephilim) in the Abyss, says that:
To the end that none of all the trees by the waters exalt themselves for their height, neither shoot up their top among the thick boughs, neither their trees stand up in their height, all that drink water for they are all delivered unto death, to the nether parts of the earth, in the midst of the children of men, with them that go down to the pit. Thus saith the Lord GOD; In the day when he went down to the grave I caused a mourning: I covered the deep for him, and I restrained the floods thereof, and the great waters were stayed: and I caused Lebanon to mourn for him, and all the trees of the field fainted for him.””

Symbolically this passage, which we already covered in detail, tells that God sent these fallen angels of Gen 6 down to the prison of the Abyss at the time of the Flood. The stated purpose of imprisoning these sinful angels in the Abyss was “to the end that none of all” the trees (angels) would repeat these actions. The other “trees” who were angels mourned, and even fainted when God imprisoned these “sons of God” of Gen 6 in the Abyss. God specifies in this symbolic passage that He did this to the end that none of all the other angels would repeat the actions of Genesis 6. This was God's stated purpose for their imprisonment. As such what the Bible actually teaches is that no other fallen angels would repeat these actions, and this can be known as God's purpose will stand.

“I make known the end from the beginning, from ancient times, what is still to come. I say: My purpose will stand , and I will do all that I please.” Isa 46:10

“So shall My word be that goes forth from My mouth; It shall not return to Me void, But it shall accomplish what I please, And it shall prosper in the thing for which I sent it.” Isa 55:11

There may also be a second to the statement in Eze 31, which is in: “The LORD [is] good, a strong hold in the day of trouble; and he knoweth them that trust in him. But with an overrunning flood he will make an utter end of the place thereof, and darkness shall pursue his enemies. What do ye imagine against the LORD? He will make an utter end: affliction shall not rise up the second time.” Nah 1:7-9

The Bible seems to teach that God imprisoned the angels who begat children with women in Genesis for the specific purpose and reason that no other angels would repeat their actions. And so in the absence of any mention of these interbreeding events repeating after the Flood, and in the presence of God stating His purpose was for these events to not be repeated by any other angels, it seems clear that all the giants after the Flood were just giant humans. And there are still people afflicted with gigantism today, who are also human.

The lack of a second incursion of interbreeding after the flood, coupled with the fact that all flesh was destroyed in the worldwide Flood (save those on the Ark), indicates that if there was any relationship between the gigantism before the flood and gigantism after the flood, it must have come through those on the Ark. However, the 8 souls on the Ark were all human. Outlined here is a Biblical explanation of what happened, and how both shortened life-spans and gigantism still occurred after the flood, relating it to the Nephilim, while all the people on the Ark were still fully human. Barring this explanation, it would have to be concluded from the Bible that the gigantism of those before the flood and those after the flood is entirely coincidental.

We are now going to resume covering demons from the perspective that they have their origin in the giants (Nephilim) who existed only before the flood, who all died in the Flood (as “all flesh” was destroyed save the 8 human souls on the Ark), and that demons are the disembodied evil spirits of these giants (Nephilim). However, if you would like more information further confirming that the giants after the Flood were all humans having gigantism as people do today, and were not demon-Nephilim, please see the Appendix: No Nephilim Post-Flood .

After the flood of Noah demons were around, and seem to have been involved with people in many ways. One way they seem to have been involved with people was in idolatry.

“What am I saying then? That an idol is anything, or what is offered to idols is anything? Rather, that the things which the Gentiles sacrifice they sacrifice to demons and not to God, and I do not want you to have fellowship with demons. You cannot drink the cup of the Lord and the cup of demons; you cannot partake of the Lord's table and of the table of demons.” 1 Cor 10:19-21

Even as early as the time of Jacob in Genesis (1900s BC) it is recorded that Laban had idols (Gen 31). It seems that these idols were inspired by demons, and the worship of them must have involved interaction with demons. Many nations had idols and practiced idolatry, and demons seem to have been involved in all this, across the worldwide scope of many cultures. In the time of Moses (1400s BC) God forbade the making of idols in the Ten Commandments:

“Thou shalt not make unto thee any graven image, or any likeness [of any thing] that [is] in heaven above, or that [is] in the earth beneath, or that [is] in the water under the earth: Thou shalt not bow down thyself to them, nor serve them: for I the LORD thy God [am] a jealous God, visiting the iniquity of the fathers upon the children unto the third and fourth [generation] of them that hate me; And shewing mercy unto thousands of them that love me, and keep my commandments.” Ex 20:4-6

God also forbade the Israelites to be involved with various types of magic, familiar spirits, and necromancy.

“A man also or woman that hath a familiar spirit, or that is a wizard, shall surely be put to death: they shall stone them with stones: their blood [shall be] upon them.” Lev 20:27

According to the Strong's Concordance, the word here for “familiar spirit” means “ghost, spirit of a dead one, necromancy, one who evokes a dead one, one with a familiar spirit”. If one considers that demons are actually the spirits of the dead giants (Nephilim), then it makes a lot of sense that it is demons who are being referenced to here as the “ghost, spirit of a dead one”. And it is forbidden for God's people to “evoke the spirit of a dead one”, or to have anything to do with a demon, let alone to become familiar, gain familiarity, with one. The term here for “wizard” is “one who has a familiar spirit” and “necromancer”, again this is having a relationship with a demon.

“When thou art come into the land which the LORD thy God giveth thee, thou shalt not learn to do after the abominations of those nations. There shall not be found among you [any one] that maketh his son or his daughter to pass through the fire, [or] that useth divination, [or] an observer of times, or an enchanter, or a witch, Or a charmer, or a consulter with familiar spirits, or a wizard, or a necromancer . For all that do these things [are] an abomination unto the LORD: and because of these abominations the LORD thy God doth drive them out from before thee.” Deut 18:9-12

Some of these same terms are used again in Deut 18, forbidding the people to practice, or to consult with anyone who practiced, having a relationship with a demon. God calls this an abomination, and makes clear that those nations around at the time all did practice these things. As such we can know historically that demons were interacting with people all throughout the world in this time period, as familiar spirits in various magical practices.

In the time of Jesus many in Israel and the surrounding nations, had come to be demonized and a major part of Jesus' ministry was in casting demons out of those who were demonized, and thereby healing them.

“Jesus was driving out a demon that was mute. When the demon left, the man who had been mute spoke, and the crowd was amazed. But some of them said, “By Beelzebub, the prince of demons, he is driving out demons.” Others tested him by asking for a sign from heaven. Jesus knew their thoughts and said to them: “Any kingdom divided against itself will be ruined, and a house divided against itself will fall. If Satan is divided against himself, how can his kingdom stand? I say this because you claim that I drive out demons by Beelzebub. Now if I drive out demons by Beelzebub, by whom do your followers drive them out? So then, they will be your judges. But if I drive out demons by the finger of God, then the kingdom of God has come to you.” Luke 11:14-20

It stands to reason that demons had also been inflicting people in times prior to then, as there already were Jewish people who were driving out demons at the time, prior to Jesus doing so. Jesus also makes clear that Satan had power over the demons, and Jesus equates the “prince of demons” or “Beelzebub” to either be Satan, or be working for Satan. And so it becomes clear that the demons were working for Satan.

Further confirmation that demons were the disembodied spirits of the dead giants (Nephilim) is seen in that they seemed to be familiar with God having sent someone to the Abyss in punishment, in specific their angel fathers.

Luke 8:28-31 “When he saw Jesus, he cried out and fell at his feet, shouting at the top of his voice, “What do you want with me, Jesus, Son of the Most High God? I beg you, don't torture me!” (For Jesus had commanded the evil spirit to come out of the man. For oftentimes it had caught him: and he was kept bound with chains and in fetters; and he brake the bands, and was driven of the devil into the wilderness.) Jesus asked him, “What is your name?” “Legion,” he replied, because many demons had gone into him. And they begged him repeatedly not to order them to go into the Abyss.”

The term here for Abyss is the same word that is used in Revelation, the same place where the locusts are released from. And as we have covered, this is synonymous with the lowest part of the Earth mentioned in Ezekiel 31, and Tartaros the prison of the angels who sinned before the Flood. And so the demons are aware that their angel fathers or paternal ancestors are imprisoned in the Abyss, and fear being imprisoned there themselves.

It is also interesting to note that the demons knew that Jesus was the son of God. In many places the attitude of the demons towards Jesus seems to be one of fear, and they beg and entreat him to not torment them, asking if he is going to destroy them.

“Ah! What do you want with us, Jesus of Nazareth? Have you come to destroy us? I know who you are–the Holy One of God!” Luke 4:34

“And cried with a loud voice, and said, What have I to do with thee, Jesus, [thou] Son of the most high God? I entreat thee by God, that thou torment me not.” Mark 5:7

That they seemed to be seriously afraid is confirmed in:

“You believe that there is one God. You do well. Even the demons believe—and tremble in fear.” James 2:19

As part of his ministry, Jesus gave authority to His disciples to cast out demons.

“And when he had called unto [him] his twelve disciples, he gave them power [against] unclean spirits, to cast them out, and to heal all manner of sickness and all manner of disease.” Mat 10:1

And they went out, and preached that men should repent. And they cast out many demons, and anointed with oil many that were sick, and healed [them]. Mark 6:12-13

“And the seventy returned again with joy, saying, Lord, even the demons are subject unto us through thy name. And he said unto them, I beheld Satan as lightning fall from heaven. Behold, I give unto you power to tread on serpents and scorpions, and over all the power of the enemy: and nothing shall by any means hurt you. Notwithstanding in this rejoice not, that the spirits are subject unto you; but rather rejoice, because your names are written in heaven.” Luke 10:17-20

Jesus made clear that in the future His followers also would continue to cast out demons.

“And these signs shall follow them that believe; In my name shall they cast out devils; they shall speak with new tongues” Mark 16:17

And believers did just that, such as Paul who is recorded to have cast out a demon in Jesus' name in Acts.

“Now it happened, as we went to prayer, that a certain slave girl possessed with a spirit of fortune-telling met us, who brought her masters much profit by fortune-telling. This girl followed Paul and us, and cried out, saying, “These men are the servants of the Most High God, who proclaim to us the way of salvation.” And this she did for many days. But Paul, greatly annoyed, turned and said to the spirit, “I command you in the name of Jesus Christ to come out of her. ” And he came out that very hour.” Acts 16:16-18

Christians have been casting demons out in the name of Jesus Christ ever since that time, and still do today. Demons have been located here on earth since their beginning, and through the book of Revelation into the future there seems to be no change in this. They are on earth and demonize people. In the book of Revelation there is a place where demons seem to be mentioned in specific as playing an important role, working for Satan.

“And I saw three unclean spirits like frogs coming out of the mouth of the dragon, out of the mouth of the beast, and out of the mouth of the false prophet. For they are spirits of demons, performing signs, which go out to the kings of the earth and of the whole world, to gather them to the battle of that great day of God Almighty. (Behold, I am coming as a thief. Blessed is he who watches, and keeps his garments, lest he walk naked and they see his shame.) And they gathered them together to the place called in Hebrew, Armageddon.” Rev 16:13-14

These demons perform signs and gather the kings of the earth to the battle of Armageddon. However, they do this before Jesus Christ has actually returned. And so they are leading the kings to gather to battle Jesus before Jesus has returned. They seem to know Jesus is returning, but it is very questionable that the kings of the earth are aware of who it is they are gathering to fight against. It seems likely they would not realize it is Jesus who they are preparing to battle, but under a great deception, they would believe they are gathering to fight someone else.

The other interesting thing here is that the demons, who do not have bodies or look like anything, are said to look like frogs. The word here for “like” means “resembling” or “comparable to”. If these demons were to possess some actual frogs, then they would look like frogs. However, would the kings of the earth follow demon-possessed frogs to a battle, even if these frogs seemed to be performing signs? It seems doubtful. I have some further ideas on this, which you can read about in the Appendix , which ties this to the theory-of-evolution-based growing belief in “alien” life in outerspace.

After the millennial reign of Jesus Christ on earth, Satan is let out of the Abyss for a short time, and then thrown into the lake of fire, defeated forever. After this comes the Judgment.

“Then I saw a great white throne and Him who sat on it, from whose face the earth and the heaven fled away. And there was found no place for them. And I saw the dead, small and great, standing before God, and books were opened. And another book was opened, which is the Book of Life. And the dead were judged according to their works, by the things which were written in the books. The sea gave up the dead who were in it, and Death and Hades delivered up the dead who were in them. And they were judged, each one according to his works. Then Death and Hades were cast into the lake of fire. This is the second death. And anyone not found written in the Book of Life was cast into the lake of fire.” Rev 20:11-15

It seems that at the Judgment is when this prophecy will be fulfilled:

I have sworn by Myself; The word has gone out of My mouth in righteousness, And shall not return, That to Me every knee shall bow, Every tongue shall take an oath. Isa 45:23

For it is written: “As I live, says the LORD, Every knee shall bow to Me, And every tongue shall confess to God.” Rom 14:11

At the judgment both great and small, all the dead, are going to be judged. Demons seem to be referenced to as spirits of the dead in the Old Testament. And every knee will bow and every tongue will confess to God. As the demons were at one time called “men” and had knees and tongues, it stands to reason that they will also be at the Judgment to bow and confess and be judged. And if their names are not found in the Book of Life, they will be thrown into the lake of fire, which is the second death.